KnB FanFiction [ Izuki Shun x Hyuuga Junpei ] ‘Let me be there for you’

KnB FanFiction

Izuki Shun x Hyuuga Junpei

‘Let me be there for you’

…….

คนเราบางทีก็ท้อ เพราะเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึงดันอยู่ไกลราวกับขอบฟ้า

เป้าหมายก็เหมือนขอบฟ้า ลำบากเกินไปที่จะไขว่คว้า แต่แท้จริงแล้ว มันอยู่ใกล้แค่เอื้อม…

และนอกจากขอบฟ้าที่อยู่ใกล้

ฉันเองก็ยืนอยู่ตรงนี้ มองขอบฟ้าที่อยู่ใกล้ๆพร้อมกันกับนาย

อยู่เคียงข้างนายตลอดไป…

……..

ท่ามกลางความมืดที่เริ่มโรยตัวปกคลุม มีเพียงแสงไฟและแสงจันทร์เท่านั้นที่ยังทำหน้าที่ให้ความสว่างในค่ำคืนที่เงียบสงัด เด็กหนุ่มม.ปลายปีหนึ่งสองคนในชุดเครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนเซย์รินเดินกลับบ้านด้วยกันตามปกติ คนหนึ่งกำลังเล่นมุกเจื้อยแจ้วแต่อีกคนกลับนิ่งเงียบ นัยน์ตาสีเข้มหลังเลนส์แว่นเหม่อมองเส้นทางข้างหน้าอย่างใจลอยจนเพื่อนสนิทต้องเรียกอยู่หลายครั้งเมื่อต้องการคนตบมุก

“..งะ ฮิวงะ.. ฮิวงะ..”

“….”

“ฮิวงะ!!”

“เหวอออ!!”

เจ้าของชื่อสะดุ้งโหยงก่อนจะหันขวับไปมองคนที่เดินกลับบ้านพร้อมกับเขาด้วยสายตางุนงง

“อะ… อะไรของนายฟะอิสึกิ เรียกดีๆก็รู้เรื่องเฟ้ย ไม่เห็นต้องตะโกน…”

“เรียกตั้งหลายครั้งแล้วแต่นายไม่หันมาเลยนี่นา ได้ฟังมุกที่ฉันเล่นไปซักมุกมั้ยเนี่ย”

“ไม่เลยฟ่ะ แล้วก็ดีใจด้วยที่ไม่ได้ฟัง ขอเตือนว่าห้ามเล่นซ้ำ…” ฮิววงะทำหน้าเอือมก่อนจะลอบถอนหายใจเบาๆ ท่าทางหดหู่ราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบ

หนัก… แต่ก็โยนมันทิ้งไปไม่ได้…

“เป็นอะไรรึเปล่า ทั้งวันนี้เห็นนายซึมๆ ตอนซ้อมก็ใจลอยไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่สบาย? หรือว่าเพราะเรื่องที่เราแพ้คิริซากิไดจิกับอาการบาดเจ็บของคิโยชิ…?”

“เปล่าหรอก แค่ฝันร้ายน่ะ แต่ภาพติดตาชะมัดเลย” ฮิวงะสะบัดหัวเรียกสติก่อนจะดันแว่นอย่างมีฟอร์ม “เอาเป็นว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอก เดี๋ยวกลับบ้านไปนอนก็หายแล้ว เมื่อคืนเพราะฝันแบบนั้นก็เลยหลับไม่สนิทล่ะมั้ง”

“งั้นก็… เล่าให้ฟังหน่อยสิ ฝันร้ายที่ว่าน่ะ” อิสึกิขมวดคิ้วสงสัย ฝันร้ายอะไรกันนะที่บั่นทอนความมีชีวิตชีวาของกัปตันเซย์รินได้ถึงขนาดนี้ ความห่วงใยก่อตัวขึ้นในดวงตาทั้งสองข้างของหนุ่มมุกแป้ก ระดับปริมาณความห่วงใยที่มากเกินกว่าระดับเพื่อนสนิทธรรมดาๆ….

“ก็นะ… ช่างมันเถอะ…” คนสวมแว่นตัดสินใจไม่ยอมเล่าออกไป ตัดจบบทสนทนาเอาดื้อๆจนอีกคนสงสัยหนักยิ่งกว่าเดิม

“….เป็นเรื่องเกี่ยวกับทีมรึเปล่า?” อิสึกิลองเดาดูแล้วแอบสังเกตปฏิกิริยาตอบสนองของอีกคน เมื่อเห็นว่าฮิวงะเผลอสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบตอบปฏิเสธเสียงสั่นก็ยิ่งมั่นใจว่าตนคิดถูก

คิดว่าฉันเป็นเพื่อนกับนายมากี่ปีแล้วฮิวงะ? เรื่องแค่นี้ดูออกอยู่แล้วน่า

แต่ก็เป็นเพื่อนกันนี่นะ…

ก็แค่เพื่อน…

“ไม่ใช่เฟ้ย! นะ นั่นน่ะไม่เกี่ยวเลย ทะ ที่กังวลน่ะคือเงินค่าขนมเดือนนี้เก็บไม่พอซื้อคาเนะสึกุลิมิเต็ดอิดิชั่นต่างหาก!!” ฮิวงะแก้ตัวน้ำขุ่นๆ อิสึกิได้แต่ถอนหายใจแล้วพูดหน้านิ่ง

“ไม่ใช่ว่านายเพิ่งซื้อไปอาทิตย์ที่แล้วหรอกเหรอ ที่พล่ามให้ฉันฟังตั้งนานนั่นน่ะ..”

“อึก… กะ ก็…” ฮิวงะถึงกับเหงื่อตกไปต่อไม่ถูก เมื่อถูกอีเกิ้ลอายส์จ้องเขม็งก็เบือนหน้าหนีไปทางอื่น

“เอาล่ะ เล่ามาได้แล้วว่าในฝันนายเกิดอะไรขึ้นกับทุกคน”

“…นายจะไม่จิตตกไปอีกคนแน่ๆใช่มั้ย” คนถูกถามทำหน้าลำบากใจ ใช่แล้ว เหตุผลหลักที่ไม่ยอมปริปากเล่าเสียทีก็เพราะกลัวจะทำให้คนอื่นเครียดไปด้วย สู้เก็บไว้เครียดเองเสียยังจะดีกว่า ถึงจะเป็นคนโผงผางตรงไปตรงมา ไม่พอใจอะไรก็โวยวายออกมาตรงๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องหนักๆที่กระทบกับความรู้สึกของเพื่อนล่ะก็ ฮิวงะจะทำอย่างนี้เสมอ…

อิสึกิพยักหน้าเป็นเชิงว่า’แน่นอน’ ฮิวงะจึงเริ่มเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา

“ฉันฝันว่าปีหน้า พวกเราจะไม่มีสมาชิกใหม่ ขาของคิโยชิยังไม่หาย สุดท้ายก็ต้องแข่งโดยไม่มีหมอนั่น เชื่อมั้ยว่าพวกเราแพ้หลุดลุ่ยเลยล่ะ… ฉันเห็นทุกคนร้องไห้ ทั้งริโกะ นาย โคงะ สึจิดะ แม้แต่มิโตเบะยังร้องไห้.. แล้วสายตาของทุกคนที่มองฉันก็เปลี่ยนไป มันเย็นชา ห่างเหิน… แล้วก็สิ้นหวัง… สุดท้ายชมรมก็ถูกยุบ แล้วระยะห่างของพวกเราก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ..”

เสียงของฮิวงะสั่นเครือ ใบหน้าและสายตาของทุกคนในทีมทำให้เขารู้สึกเจ็บแปลบ ถึงจะเป็นแค่ความฝันแต่ภาพที่ติดตรึงตานั่นทำให้เขาเหม่อลอยคิดมากตลอดทั้งวัน ยิ่งคิดยิ่งเครียดก็ยิ่งอยากหาคนคุยด้วย แต่พอเห็นทุกคนที่หายเศร้าจากการแพ้ในแมตช์คิริซากิไดจิพร้อมๆกับที่คิโยชิต้องรักษาเข่าก็ยิ่งไม่กล้าเล่า ขวัญกำลังใจของทุกคนกำลังกลับคืนมา เขามันควรดับไฟแห่งความหวังนั่นด้วยมือของตัวเอง… ทำลายมันด้วยความฝันซึ่งจริงๆแล้วอาจเป็นเพียงแค่ความกังวลลึกๆในจิตใจของเขา…

“…..ทั้งๆที่เคยบอกหมอนั่นไปแล้วแท้ๆว่าพวกเราจะเป็นที่หนึ่งในญี่ปุ่นให้ได้ภายในปีหน้า แต่ผ่านมาไม่กี่วันความมั่นใจของฉันก็หายไปหมดเลย เพราะไอ้ฝันเฮงซวยนั่นแท้ๆ ฉัน…” น้ำตาของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นกัปตันทีมไหลออกมาเงียบๆ ฮิวงะยังคงพูดต่อโดยไม่สนใจมัน

“ฉันนี่มันแย่ชะมัด…… เป็นกัปตันที่แย่ที่สุด อิสึกิ… ฉันกลัว…..”

“ฮิวงะ…” อิสึกิเรียกชื่ออีกคนเบาๆพร้อมๆกับผลักร่างของคนสูงกว่าไปติดกำแพง คนสวมแว่นทรุดตัวนั่งลงบนพื้นถนนอย่างเหนื่อยอ่อน เหนื่อยใจมันก็พาลทำให้เหนื่อยกาย ความกลัวเกาะกุมไปทั่วจิตใจของชู้ตติ้งการ์ดเซย์รินจนไร้ซึ่งเรี่ยวแรงใดๆ

“ฟังนะฮิวงะ มันเป็นแค่ความฝัน เค้าว่ากันว่าฝันร้ายจะกลายเป็นดีนา ไม่แน่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างอาจจะตรงข้ามกับความฝันนายก็ได้” อิสึกิว่าพลางค่อยๆย่อตัวลงให้อยู่ในระดับเดียวกับอีกฝ่าย นัยน์ตาอินทรีจ้องมองใบหน้าของอีกคนก่อนที่จะเผยอปากพูดอะไรบางอย่าง

“นายรู้จักเส้นขอบฟ้าใช่มั้ยฮิวงะ”

“หา..? ก็ต้องรู้จักสิฟะ แล้วทำไม..”

“เป้าหมายของพวกเรามันอยู่ไกลมาก ไม่ต่างจากเส้นขอบฟ้าเลยซักนิด เพราะงั้นถ้าจะกังวลมันก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว” อิสึกิยิ้มน้อยๆก่อนจะอธิบายสิ่งที่ตัวเองต้องการจะสื่อต่อไป

“แต่ว่าความจริงแล้วเส้นขอบฟ้าน่ะอยู่ใกล้มากๆเลยล่ะ ถ้าไม่เชื่อล่ะก็นะ… เดี๋ยวฉันอธิบายให้ฟัง”

“อธิบาย..?” ฮิวงะมองหน้าอิสึกิงงๆทั้งที่ยังมีน้ำตานองหน้า เรื่องแบบนี้มันอธิบายอะไรได้ด้วยเรอะ ทำอย่างกับเป็นเรื่องมีสาระมีหลักการ…

“ก็นะ ถ้าใช้ทฤษฎีพีทาโกรัสล่ะก็อธิบายได้สบายๆเลย รัศมีโลกคือ6,371กิโลเมตรใช่มั้ยล่ะ ถ้าแทนสูตรเอกำลังสองเท่ากับบีกำลังสองบวกซีกำลังสองล่ะก็ จะได้เป็นรัศมีบวกความสูงทั้งหมดยกกำลังสองเท่ากับรัศมียกกำลังสองบวกด้วยเส้นขอบฟ้า แล้วก็จะกลายเป็นรัศมีกำลังสองบวกด้วยสองคูณรัศมีคูณความสูงบวกด้วยความสูงยกกำลังสองลบด้วยรัศมีกำลังสองเท่ากับเส้นขอบฟ้ากำลังสอง—”

“ดะ เดี๋ยวก่อนเซ่! อิสึกิ! ฉะ ฉันไม่เข้าใจโว้ย!” ฮิวงะที่เจอภาษาเลขคณิตของอิสึกิเข้าไปถึงกับพูดไม่ออก ลืมความเศร้าไปชั่วขณะ อิสึกิมองฮิวงะแล้วหัวเราะออกมาอย่างลืมตัว ใบหน้าของฮิวงะตอนนี้มีทั้งคราบน้ำตากับความสับสนมึนงง และแอบมีความฉุนเฉียวปนมาด้วยเล็กน้อย นั่นแสดงว่าวิธีการของเขาได้ผล..

ว่าแล้วก็เข้าสู่ช่วงของการเฉลยคำตอบ

“งั้นก็ช่วยไม่ได้นะ เห็นแก่สมองของนายฉันจะสรุปเลยละกัน จากการคิดคำนวณเส้นขอบฟ้าทั้งหมด ระยะห่างจากเรากับเส้นขอบฟ้าน่ะแค่ประมาณ4.5กิโลเมตรเท่านั้น มันหลอกตาพวกเรามาตลอดเลยล่ะ”

“เอ๋?! เอาจริงดิ แค่นั้นน่ะเรอะ..” ฮิวงะอ้าปากค้าง ระยะทางประมาณ4.5กิโลเมตรนั้น หากตั้งใจวิ่งทั้งวันอย่างไม่กลัวเหนื่อยก็วิ่งได้ครบ ถึงจะใช้เวลานาน แต่ทว่าก็สามารถวิ่งได้แน่ๆ ถึงจะเหนื่อยจนอวัยวะแทบจะระเบิดออกจากร่างกายก็เถอะ..

“เพราะงั้น เป้าหมายของพวกเราความจริงแล้วอยู่ใกล้นิดเดียวถ้าพวกเราพยายามให้หนักมากกว่าเดิมน่ะนะ ก็เหมือนกับเส้นขอบฟ้านั่นล่ะ ไม่ได้ไกลเลยซักนิด” ร่างสูง174เซนฯลูบหัวปลอบอีกคนเบาๆ ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างเล็กน้อนแล้วใช้มืออีกข้างชี้ให้ดูท้องฟ้ายามราตรีที่พราวพร่างไปด้วยดวงดาว

“เห็นดาวพวกนั้นมั้ยฮิวงะ ความจริงแล้วนั่นน่ะ..”

“นั่นน่ะ..?”

“เห็นแล้วนึกถึงมนุษย์ต่างดาวเนอะ”

“อะ.. อะไรของนายอีกฟะเนี่ย จะมาไม้ไหนอีก..”

“มนุษย์ต่างดาวน่ะอยู่นอกโลก แต่มนุษย์อย่างฉันขออยู่แต่ในใจนายนะ ไม่เคยนอกใจนายด้วย จะอยู่ข้างๆนาย คอยมองขอบฟ้าใกล้ๆนั่นอยู่ข้างๆนายนะ”

“……..” ฮิวงะหน้าร้อนวาบ นัยน์ตาสีเข้มสั่นไหวเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มแน่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะโวยวายกลบความเขินที่กำลังพุ่งปรี๊ด

“มะ มุกบ้าอะไรของนายฟะเนี่ย!! ดะ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนแนวมาเล่นมุกเสี่ยวแทนมุกคำพ้องแล้วเรอะ ละ แล้วเมื่อกี๊หมายความว่า…”

“อืม.. เล่นแบบนั้นไม่ค่อยชินปากจริงๆด้วย งั้นก็….” อิสึกินิ่งคิดก่อนจะร้อง’อ๊ะ!’ออกมาทันทีที่นึกออก

“นายลักหัวใจฉัน ฉันเลยรักนาย! นี่ล่ะใช่เลย!! แต่ขี้เกียจหยิบสมุดขึ้นมาจังเลยแฮะ..”

“โฮ่ยๆ! เดี๋ยวสิฟะ!! นะ นี่นายคิดจะทำอะไรเนี่ย ใกล้ไปแล้วว้อย!! ฮิวงะถอยหลังหนีจนติดกำแพง ขณะที่กำลังลนลาน พอยนท์การ์ดเบอร์ห้าก็ค่อยๆประคองดวงหน้าที่แดงแจ๋ขึ้นมา ใบหน้าหนุ่มตี๋ค่อยๆเคลื่อนเข้ามาใกล้ ใกล้เสียจนปลายจมูกของทั้งคู่ชนกัน

“ขี้เกียจหยิบสมุด งั้นขอบันทึกมุกเมื่อกี๊ตรงนี้แทนละกันนะ”

ว่าแล้วริมฝีปากของคนทั้งคู่ก็ประกบกันอยู่นาน ท่ามกลางดวงจันทร์ที่ทอแสงนวลชวนจับตา ท่ามกลางถนนมืดที่มีเพียงแสงไฟเล็กน้อยส่องสว่าง เด็กหนุ่มม.ปลายสองคนยังคงจูบกันอย่างดูดดื่ม ราวกับกำลังบันทึกบางสิ่งบางอย่างลงไปในหัวใจของแต่ละคนผ่านริมฝีปาก…

คำว่า’รัก’

………..

กรี๊ดดดดดด จบแล้ววววืฟิหเกก้ำ่พ่พ่่พ่พั หง่ากกกกกก ฟฟฟฟฟฟฟ เคยเอาพี่อิสึกิมาประกอบหลายฟิคแล้วแต่เพิ่งเคยลองเขียนเป็นคู่หลักคู่กับพี่ฮิวงะแบบนี้ฟหกด้ฟิห ไม่รู้นะคะว่าออกมาเป็นสึกิฮิวหรือฮิวสึกิ แต่รู้สึกเหมือนโดนสูบพลัง เขียนยากมากจริงๆแงงง ฟฟฟฟฟฟ ความจริงแล้วเรียนสายภาษาค่ะ เพราะงั้นไอ้สูตรหาเส้นขอบฟ้าอะไรนั่นไม่ต้องมาถามเราเต็มๆนะคะแงง ถถถถถถ อนึ่ง ขอบคุณสถาบันกวดวิชาเอนคอนเซปท์สำหรับธีมขอบฟ้าค่ะ มันยอดเยี่ยมมากเลยค่ะจอร์จ ฟฟฟฟฟฟ วิธีคำนวณเราก็ได้มาจากที่นี่เป็นของแถมนอกจากคำศัพท์และเนื้อหามากมายค่ะะะ ส่วนมุกนี่คิดได้นานแล้วก็จดไว้ค่ะ ไม่นึกว่าจะได้ขุดออกมาใช้กับฟิคนี้ ฟฟฟฟฟ ปล.ในโน้ตไอโฟนมันพิมพ์เลขยกกำลังไม่ได้ค่ะ ก็เลยต้องมาเป็นตัวหนังสือยาวยืดขนาดนี้ ฟฟฟฟฟฟ ต้องขอโทษด้วยจริงๆค่ะแงงง อ่านติดๆกันแล้วแอบงง ฟฟฟฟฟฟ ปลล.ขอให้สนุกกับฟิคนะคะ เย่!

KnB FanFiction [ Hanamiya Makoto x Hyuuga Junpei ] ‘Once upon a dream…’

KnB FanFiction

Hanamiya Makoto x Hyuuga Junpei

‘Once upon a dream…’

ท่ามกลางความเงียบสงบในยามบ่ายแก่ๆ หนุ่มม.ปลายคนหนึ่งนั่งพิงต้นไม้ใหญ่ ข้างกายมีลูกบาสสีส้มวางอยู่ นัยน์ตาสีเข้มหลังกรอบแว่นเหม่อมองท้องฟ้าสีครามสวย แผ่นอกที่ถูกปกปิดด้วยเสื้อยืดคอกลมสีเขียวพองขึ้นและยุบลงเป็นระยะๆ เสียงหอบหายใจถี่ๆแสดงถึงความเหนื่อยจากการเล่นบาสมาเมื่อครู่ดังแทรกความเงียบอยู่เรื่อยๆ

ฮิวงะ จุนเปย์หลับตาลงครู่หนึ่ง พยายามปรับจังหวะลมหายใจให้เข้าที่ ซึมซับความสงบที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณสนามออกกำลังกายที่ร้างผู้คน

แต่ทว่า…

“อ้าว.. ไง แว่นคุงตรงนั้นน่ะ”

“แก?!! ฮานามิยะ!!!”

ร่างสูง179เซนฯเจ้าของชื่อ’ฮานามิยะ มาโคโตะ’เดินเอื่อยๆเข้าไปหาร่างที่เตี้ยกว่าตนหนึ่งเซนฯ ก่อนจะนั่งยองๆมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่คาดเดาไม่ได้ ตรงกันข้ามกับกัปตันเซย์รินที่จ้องอีกฝ่ายราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

“แหม อะไรกันล่ะนั่น น่ากลัวจังนะ น่ากลั๊วน่ากลัว” ว่าแล้วชายหนุ่มก็ทำท่าขนลุกเสียจนโอเวอร์

“ก็แกเป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้คิโยชิบาดเจ็บ แล้วจะให้ฉันมองแกแบบแม่มองลูกด้วยความรักเรอะ!!”

“เจ้าคิดเจ้าแค้นจริงนะแว่นคุงเนี่ย หึๆ”

“เป็นใครก็ต้องแค้นโว้ย!!”

“น่าๆ~”

เจ้าของนัยน์ตาสีเขียวเข้มยื่นหน้าเจ้าไปใกล้อีกฝ่ายแล้วแสยะยิ้มน่าสะพรึงกลัว ฝ่ายกัปตันเซย์รินได้แต่มองกัปตัน(ควบตำแหน่งโค้ช)ของคิริซากิ ไดจิด้วยสายตานึกรังเกียจ ก่อนจะคว้าลูกบาสข้างกายแล้วเอ่ยกับฝ่ายตรงข้ามด้วยน้ำเสียงที่เจือปนไปด้วยโทสะ

“ยังไงซะก็ได้เจอแกแล้ว มาone on oneกันซักหน่อยมั้ยล่ะ!”

ฮานามิยะเหลือบมองลูกบาสในมือของอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาแล้วแสยะยิ้มกว้างกว่าเดิม

“ได้ ฉันจะบดขยี้นายให้ดู แว่นคุง”

“เลิกเรียกฉันว่า’แว่นคุง’ได้แล้ว!!! ฮิวงะ จุนเปย์เฟ้ย!!!!”

“ไม่มีทาง เห็นนายโวยวายแล้วมันสะใจดี จะให้เลิกเรียกมันก็ไม่สนุกน่ะสิ แว่นคุง แว่นคุง แว่นคุง แว่นคุง แว่นคุง แว่นคุง แว่นคุง แว่นคุง แว่นคุง แว่นคุง แว่นคุง แว่นคุง แว่นคุง แว่นคุง แว่นคุง แว่นคุง~”

“ไอ้ฮานามิยะ!!!!!!”

กัปตันเซย์รินกัดฟันกรอดก่อนจะลุกขึ้นยืน พร้อมกับเขม่นมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเคืองแค้น โค้ช(ควบตำแหน่งกัปตัน)ของคิริซากิ ไดจิเดินนำหน้าอีกฝ่ายไปยังสนามบาสไร้ผู้คน และเมื่อลูกบาสในมือของคนสวมแว่นตกกระทบพื้นแข็ง การดวลกันระหว่างกัปตันทีมทั้งสองก็เริ่มต้นขึ้น

ฮานามิยะเล่นลูกไม้สกปรกเต็มที่ ทั้งเข่า ศอก เท้า และอีกสารพัดวิธีที่จะแย่งบอลมาจากอีกฝ่ายได้ ส่วนฮิวงะได้แต่โวยวายอย่างฉุนเฉียวแล้วกัดฟันทนความเจ็บปวดต่อไปเรื่อยๆ ทั้งสองฝ่ายผลัดกันทำแต้มไปมาจนกระทั่งหมดแรง

ร่างสูง178เซนฯทรุดนั่งกับพื้น เอนหลังพิงต้นไม้ใหญ่ต้นเดิมอย่างอ่อนล้า ร่างกายบอบช้ำไปทั้งตัว ขณะที่ร่างสูง179เซนฯเองก็นั่งพิงต้นไม้ต้นเดียวกัน เหงื่อชุ่มไปทั่วผิวกายซีด แผ่นหลังของทั้งคู่อยู่ในแนวขนานหากไม่มีต้นไม้ใหญ่คั่นกลางก็อาจจะนั่งหลังชนหลังกันไปแล้ว

พระอาทิตย์กับดอกไม้…อยู่ห่างกันเพียงต้นไม้กั้น….

“นี่… ฮานามิยะ ทำไมแกถึงชอบเล่นสกปรกล่ะ”

“ก็เวลาเห็นคนอื่นทรมาน ฉันรู้สึกสนุก”

พอได้ฟังคำตอบ กัปตันเซย์รินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แต่ฮานามิยะกลับพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างจากปกติเล็กน้อย

“บาสเมื่อกี๊น่ะ…สนุกดีนะ”

“หา…?!”

“ก็สนุกดี แต่ก็ไม่ถึงกับสนุกมาก อย่างน้อยก็ช่วยฆ่าเวลาได้ …ครั้งหน้าถ้าได้เล่นกันอีกก็ดีนะ แว่นคุง”

“ไม่ใช่แว่นคุงเฟ้ย!!!! ก็บอกแล้วไงว่าชื่อฮิวงะ จุนเปย์!!”

“ฮะๆ แกล้งนายนี่มันสนุกจริงๆด้วย!!! ชักรู้สึกชอบนายซะแล้วสิ”

ฮานามิยะหลุดขำออกมาน้อยๆเมื่อนึกถึงใบหน้ายามโวยวายของอีกฝ่าย

คนอะไร…ยิ่งแกล้งยิ่งโวยวาย

ยิ่งแกล้ง…ยิ่งสนุก…

ยิ่งแกล้ง…ยิ่งน่ารัก…

“ก็ได้… วันหลังมาเล่นด้วยกันอีกล่ะ แต่บอกไว้เลยนะว่าฉันไม่คิดจะยอมญาติดีกับนายหรอก!!”

ฮิวงะเอ่ยเสียงดังเพื่อกลบความรู้สึกร้อนวูบแปลกๆที่ใบหน้าเมื่อได้ยินคำว่า’ชอบ’จากอีกฝ่าย

คำพูดเมื่อครู่….ราวกับว่าไม่ใช่คำพูดประชด…

แต่เป็นการพูดจากใจจริง….

ถึงแม้จะมีการกระทำหลายๆอย่างของหมอนั่นที่เขาไม่เข้าใจและไม่คิดจะยอมรับ อย่างเช่นการเล่นผิดกติกาและการทำร้ายคิโยชิผู้เป็นเพื่อนสนิทของเขา แต่ภายในส่วนลึกของจิตใจกลับรู้สึกอยากลองที่จะทำความรู้จักกับอีกตัวตนหนึ่งของอีกฝ่าย

ความจริงแล้วหมอนั่นคิดอะไรอยู่ในใจกันแน่…

ภายใต้สีหน้าและสายตาที่อ่านไม่ออกนั่น…

ภายใต้นัยน์ตาที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกเย้ยหยันโลกทั้งใบจะมีสิ่งใดแอบแฝงอยู่หรือเปล่า?

ถึงแม้จะดูอันตราย แต่กลับให้ความรู้สึกท้าทายน่าค้นหาอย่างบอกไม่ถูก…

“สัญญาแล้วนา แว่นคุง”

“ก็บอกว่าไม่ใช่แว่นคุงไงเล่า!”

“ขยะอย่างนายทำให้ฉันสนุกได้ก็จริง แต่ก็ไม่ขอบคุณหรอกนะ”

“อย่าเรียกคนอื่นว่าขยะสิฟะ!!! แล้วฉันก็ไม่เห็นจะต้องการคำขอบคุณจากคนอย่างนายเลยซักนิด!”

ฮานามิยะยกมือซ้ายขึ้นแล้วถอยมือของตนไปข้างหลัง เช่นเดียวกับฮิวงะที่ยกมือขวาขึ้นแล้วถอยมือของตนไปข้างหลังช้าๆ…

ระยะห่างของหลังมือเริ่มสั้นลง…

หลังมือของทั้งสองฝ่ายสัมผัสกันเบาๆ…

ราวกับกำลังให้คำมั่นสัญญา…

คำมั่นสัญญาที่ไม่ใช่คำพูดสวยหรู ไม่ใช่แม้แต่การชนมือกันหรือไฮไฟฟ์ ไม่ใช่การเผชิญหน้ากันด้วยความจริงใจ

แต่เป็นคำสัญญาของคนปากไม่ตรงกับใจ การเอาหลังมือชนกันก็ไม่ต่างจากการบอกใบ้ให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนนั้นไม่ได้ยินดีเลยที่ต้องมาสัญญงสัญญาอะไรแบบนี้ แต่ก็จำเป็นต้องทำ

ไม่ใช่สัญญาระหว่างศัตรูคู่แข่ง

ไม่ใช่สัญญาระหว่างเพื่อน…

แต่เป็นคำมั่นสัญญาของคนสองคนที่เริ่มสนใจในตัวอีกฝ่ายทีละน้อย แล้วเริ่มก่อกำเนิดเป็น’ความผูกพัน’ที่อาจจะถูกแปรค่าเป็นท่ามือหรือไฮไฟฟ์ในเวลาต่อมา

ในวันที่ความผูกพันหลอมรวมใหม่ กลายเป็น’รักนิรันดร์’ในที่สุด….

………..

เสียงนาฬิกาปลุกที่ดังขึ้นในตอนเช้าทำให้เจ้าของเตียงที่กำลังอยู่ในห้วงนิทราสะดุ้งตื่น

หนุ่มม.ปลายปี2สะลึมสะลือปิดนาฬิกาก่อนจะล้มตัวลงนอนแผ่ลงบนเตียงนุ่ม นอนคิดถึงความฝันแปลกประหลาดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในความทรงจำ

ทำไมคนอย่างเขาถึงได้ฝันถึงหมอนั่น…

ฝันถึงฮานามิยะ มาโคโตะ….

กัปตันเซย์รินเผลออมยิ้มน้อยๆขณะที่เหลือบมองหลังมือข้างขวาของตนอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อได้สติแล้วก็รีบส่ายหัวแรงๆเพื่อลบล้างความรู้สึกเขินอาย ก่อนจะลากสังขารซึ่งยังไม่ตื่นดีไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ โดยที่ไม่รู้ว่าในสถานที่ที่ห่างไกลออกไป ยังมีใครอีกคนที่นั่งยิ้มมองหลังมือข้างซ้ายของตนอยู่เช่นกัน…

“จะรอวันที่ได้ตื่นมาเจอนายในโลกความจริงนะ ฮิวงะ จุนเปย์ ไม่สิ.. พวกเราต้องเจอกันอีกให้ได้.. ต้องเจอให้ได้ แล้วจะเล่นสนุกกับนายให้เต็มที่เลย หึๆ”

…………….

แอร่กกกก จบแล้วฟหหเหิห้หหืกืกื ถึงจะรีไรท์ใหม่นิดนึงแต่ก็ยังงงอยู่ดีค่ะ ฮานะตันนี่เขียนยากจริง รู้สึกจูนไม่ติดแต่ก็อยากเห็นสองคนนี้เค้ารักกัน ฟฟฟฟฟฟ มันมีโมเมนท์นะคะแงงง ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ เปิดมารีไรท์อีกทีเพราะรู้สึกค้างคาค่ะ แต่ก็รู้สึกว่ายังไม่ค่อยเข้าที ยังไงก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ และขอให้สนุกกับฟิคซักนิดนึงก็ยังดีนะคะ (ฮาา)

KnB FanFiction [ Sakurai Ryou x Hyuuga Junpei ] ‘The Winner’

KnB FanFiction

Sakurai Ryou x Hyuuga Junpei

The winner

…………

พ่ายแพ้ในการแข่งขัน ไม่ได้หมายความว่าจะพ่ายแพ้ไปหมดเสียทุกอย่าง…

ซากุไร เรียวเป็นคนที่ดูถูกตัวเองอยู่เสมอ คำพูด’ขอโทษครับ’มักหลุดออกมาจากปากเขาบ่อยๆ ราวกับว่าความผิดพลาดทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้มีเขาเป็นต้นเหตุ แต่ทว่า ตัวตนที่หลบซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นกลับมีความกระหายในชัยชนะสูงมาก สูงเสียจนไม่น่าเชื่อ..

แต่ถึงจะไม่น่าเชื่อแค่ไหนก็ต้องเชื่อ เพราะฮิวงะ จุนเปย์ได้สัมผัสกับตัวตนของหนุ่มรุ่นน้องมาแล้วในระหว่างการแข่งขัน เลยเชื่อได้โดยอย่างไร้ข้อกังขาว่านักเรียนชายม.ปลายผมสีน้ำตาลในเสื้อโค้ตตัวยาวสีเทาคนนี้ที่กำลังนั่งคร่อมอยู่บนตัวเขาคือซากุไร เรียวตัวจริงไม่ผิดแน่

จะถูกต่อยงั้นเรอะ? แพ้แล้วพาล? ปกติแล้วถ้าโดนหาเรื่อง คนเลือดร้อนอย่างฮิวงะไม่มีทางยอมอยู่เฉยๆแน่ แต่วันนี้เพิ่งซ้อมเสร็จจึงยังอยู่ในสภาพที่ต้านแรงโน้มถ่วงของพื้นสนามสตรีทบาสไร้ผู้คนไม่ได้…

กัปตันเซย์รินทำหน้าเอือมอย่างไม่เข้าใจในสถานการณ์ตอนนี้ระคนกับความรู้สึกหมดแรงจนไม่อยากแม้แต่จะเผยอปากพูดอะไรทั้งสิ้น คนถูกคร่อมนึกทบทวนเหตุการณ์ต่างๆอย่างมึนงง ถ้าชู้ตติ้งการ์ดของโทโอคนนี้ไม่พอใจอะไรเขาก็น่าจะลอบกัดเขาตั้งแต่ช่วงที่แข่งเสร็จใหม่ๆสิ ไม่ใช่ว่าทิ้งช่วงเวลาไว้จนตอนนี้เซย์รินเอาชนะโยเซ็นได้แล้ว หรือว่า… กะจะทำให้เขาบาดเจ็บจนลงแข่งในแมตช์หน้าไม่ได้?!

ในขณะที่ฮิวงะกำลังจินตนาการเหตุผลต่างๆนานา ในที่สุดเสียงของซากุไรก็ดังขึ้นขัดความคิดทั้งหมดทั้งมวลของเขา

“พอไม่มีแข่งก็ไปซ้อมกับทีมทั้งวัน พอเลิกซ้อมก็มาแอบฝึกอยู่คนเดียวจนดึกดื่นป่านนี้… ฝืนเกินไปนะครับฮิวงะซัง” เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลจ้องมองใบหน้าเหนื่อยล้าของคนที่เมื่อครู่ก่อนได้ทิ้งตัวลงบนสนามอย่างไม่อายสายตาคนกลับบ้านดึกที่เดินผ่านไปมา

“มันไม่เกี่ยวกับนาย ลงไปจากตัวฉันได้แล้วเฟ้ย” คนผมดำจ้องตอบอีกคนโดยใช้สายตาข่มขู่กลับไป ก่อนที่จะสะดุ้งโหยงเมื่อนึกบางอย่างขึ้นมาได้

“เดี๋ยวสิฟะ! นี่นายรู้เรื่องของฉันได้ไงเนี่ย อย่าบอกนะว่าตามฉันมาทั้งวัน…”

“ครับ” ซากุไรว่าพลางพยักหน้าช้าๆ “ความจริงคงตั้งแต่วันที่แข่งกับเซย์รินแล้วล่ะครับ ไม่ใช่แค่วันนี้..”

ช่วยปฏิเสธหน่อยสิฟะ!!! การโดนผู้ชายม.ปลายที่อ่อนกว่าปีนึงแอบตามอยู่หลายวันนี่น่ากลัวเป็นบ้า!! ไม่ใช่เรื่องตลกเลยซักนิด!!

ฮิวงะโวยวายอยู่ในใจพักนึงแล้วจึงเค้นเสียงถามต่อ

“แล้วนายคิดจะทำอะไรกันแน่ ตามฉันมาตั้งหลายวันแบบนี้หมายความว่าไง?”

“ผม… ผมชอบคุณครับ ฮิวงะซัง”

ราวกับโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ..

ฮิวงะกระพริบตาปริบๆ ตะลึงค้างไปชั่วครู่ก่อนจะรีบตั้งสติแล้วพยายามรวบรวมแรงทั้งหมดผลักอีกคนออกไป แต่ทว่าความพยายามทั้งหมดกลับไร้ค่า

ซากุไร เรียวทำหน้ามุ่ยอย่างขัดใจก่อนจะค่อยๆโน้มตัวลงมาหาอีกคน ริมฝีปากของชู้ตติ้งการ์ดโทโอเผยอขึ้นลงเล็กน้อย เปล่งเสียงเบาๆข้างๆใบหูของร่างที่สูงกว่าตนสามเซ็นฯ

“ผมน่ะ….. มีแค่ฮิวงะซังคนเดียวที่ผมจะไม่ยอมขอโทษ”

เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลขมวดคิ้วมุ่นพร้อมกับเอ่ยต่อ

“ไม่ใช่ความผิดของผมถ้าจะรักคุณ เพราะงั้นผมจะไม่มีทางขอโทษคุณเด็ดขาด คุณต้องแพ้ผม ต้องเป็นของผม..”

“ดะ เดี๋ยวสิฟะ!! นี่นายรู้ตัวมั้ยเนี่ยว่าพูดอะไรออกมา!!”

ฮิวงะโวยวายขณะที่พยายามดิ้นสุดชีวิต ถ้าหากว่าเรี่ยวแรงยังมี ถ้าหากว่าไม่ซ้อมจนหมดแรง…

“โธ่ว้อย!!!”

ขณะที่ฮิวงะได้แต่สบถ ใบหน้าของซากุไรก็ค่อยๆเข้าไปใกล้ซอกคอของกัปตันเซย์รินมากขึ้นเรื่อยๆ ประทับรอยจูบอย่างเร่าร้อนโดยที่อีกคนกำลังอึ้ง…

หัวสมองของฮิวงะว่างเปล่าไปชั่วขณะ…

ยิ่งกว่าตอนที่ฟิคเกอร์ถูกหัก ยิ่งกว่าตอนที่ได้ลิ้มลองอาหารฝีมือริโกะ ยิ่งกว่าช่วงเวลาที่เงิบกับมุกของอิสึกิ….

ซากุไรถอนริมฝีปากออกจากซอกคอของอีกคน ผู้เล่นเบอร์เก้าของโทโอค่อยๆเลื่อนใบหน้ามาสบตากับนัยน์ตาสีเทาเข้มหลังเลนส์แว่นใส ซึ่งใบหน้าที่แสดงท่าทางเอาแต่ใจของซากุไรก็สามารถเรียกสติของฮิวงะกลับไม่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“นาย!!! มะ เมื่อกี๊…..”

“ก็วิธีแสดงความเป็นเจ้าของไงครับ คุณต้องเป็นของผม”

ในมี่สุดซากุไรก็ผละตัวออกจากกัปตันเซย์ริน ใบหน้าจริงจังของชู้ตติ้งการ์ดโทโอทำเอาฮิวงะอดคิดไม่ได้ว่าต่อจากนี้ไปไม่ควรแยกตัวจากเพื่อนฝูงมาซ้อมคนเดียวดึกๆดื่นๆ อละต่อจากนี้ไปคงต้องประกบติดเพื่อนให้มากๆ หากแยกมาอยู่คนเดียวอาจเป็นเช่นนี้อีก

“ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ผมก็จะชนะใจคุณให้ได้ ฮิวงะซัง”

ซากุไรทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับสายลมเย็นยามค่ำคืนที่พัดผ่านเบาๆ

ร่างสูง178เซนติเมตรค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้นนั่งช้าๆ นัยน์ตาคมหลังเลนส์แว่นมองตามแผ่นหลังของอีกคน แสงจากเสาไฟริมถนนสว่างพอที่จะช่วยให้ใครก็ตามเห็นสีหน้าของเขาได้ชัดเจน..

ใบหน้าเริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ…

ฮิวงะก็เหมือนกับซากุไร ไม่ใช่คนที่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ…

เขาเองก็ไม่อยากแพ้เหมือนกัน..

ไม่อยากแพ้ใจตัวเอง…

………

กรี๊ดดดดดดดดด มันจบแล้วววววว ฟฟหฟดฟเห้หเห้ห้ก้ก แงงงงงงงงง เป็นฟิคที่เขียนยากสุดๆเลยค่ะ น้องเห็ดต้องการอะไรจากเรา ฟฟฟฟฟฟฟฟ ความจริงมันก็แค่อารมณ์ชั่ววูบ แต่เขียนไปเขียนมาก็เสียดาย ทำไมไม่แต่งให้จบไปเลย เราอยากอ่านคู่นี้นะ แต่หาไม่เจอเลยค่ะ มันแรร์มากกก พอๆกับฮานะตัน*พี่ฮิวงะที่เราเคยทำเละมาแล้วกับมือ |||Orz แย่มาก คิดว่าถ้าหัวว่างๆจะมารีไรท์อีกรอบค่ะ ขอโทษที่สั้นมากๆนะคะ ถึงจะพิมพ์ในไอโฟน แต่พอเลื่อนๆดูก็รู้เลยว่าสั้นมาก… ยังไงก็ขอให้อ่านให้เข้าใจนะคะ

KnB FanFiction [ Hyuuga Junpei x Aida Riko ] ‘Delicious Love’

KnB FanFiction

Hyuuga Junpei x Aida Riko

‘Delicious Love’

…….

“You are what you eat.” กินอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ขยายความได้ว่า กินของดีมีประโยชน์ฉันใด สภาพร่างกายก็แข็งแรงเช่นนั้น กินของที่อันตรายฉันใด สภาพร่างกายก็ใกล้จะวอดวายเช่นนั้น…

ฮิวงะ จุนเปย์ตระหนักถึงสัจธรรมดังกล่าวเมื่อได้ลิ้มลองรสชาติอาหารฝีมือโค้ชเซย์รินเป็นจานที่สาม ความจริงแค่ครึ่งจานแรกก็แทบจะตายคาห้องคหกรรมแล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องทนกินเข้าไปเพราะเห็นแก่ความตั้งใจในการคิดสูตรใหม่ของอีกคน…

สุดท้ายก็ใจอ่อนเหมือนกับทุกครั้ง…

ฮิวงะถอนหายใจขณะนึกย้อนอดีตกลับไปเมื่อประมาณยี่สิบนาทีที่แล้ว ห้องเรียนชั้นปีสองของกัปตันเซย์รินมีคาบว่างพอดี และไอดะ ริโกะผู้เห่อสูตรข้าวผัดแบบใหม่ก็ลากเขาที่กำลังจะงีบหลับเอาแรงไปยังห้องคหกรรมซึ่งไม่มีคาบเรียนพอดี …..เขาเลยต้องกลายเป็นหนูทดลองชั่วคราว หวังว่าคงมีชีวิตรอดกลับไปเหยียบห้องชมรมบาสฯอีกนะ…

“เอาอีกจานมั้ยฮิวงะคุง?”

“มะ.. ไม่ล่ะ อิ่มมาก..” ฮิวงะอึกอักตอบอีกคนไปตามความจริงส่วนหนึ่ง อีกหลายๆส่วนที่เหลือถูกคำโกหกคำใหญ่ปกปิดไว้อย่างที่เจ้าตัวคิดว่าแนบเนียนที่สุด

“…รสชาติใช้ได้นะ”

ถึงปากจะพูดแบบนั้น แต่ในใจตอนนี้กำลังโวยวายตบมุกกับตัวเองและจานอาหารเบื้องหน้าอย่างเมามัน…

ใช่… ใช้ได้เลยล่ะ อานุภาพทำลายล้างสูงใช้ได้เลย…

“เอ๋! จริงเหรอ น่าดีใจจังเลยแฮะ แสดงว่าสูตรนี้ได้ผลสินะ!”

ไม่ได้ผลสุดๆ! คนฟังเถียงในใจแต่ก็ทำได้แค่พยักหน้าฝืนๆ

แต่ก็เอาเถอะนะ…

ฮิวงะมองดูใบหน้าของริโกะที่ตอนนี้รื้นไปด้วยน้ำตาแห่งความปลาบปลื้ม รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าเนียนใส รอยยิ้มที่ทำให้เขาไม่นึกเสียใจเลยที่ไม่พูดความจริงออกไป…

“งั้นวันนี้เอาไปให้คนอื่นชิม–”

“อย่า!! ขอร้องล่ะ อย่าเลย!!”

“อะไรของนาย คิดจะเก็บของอร่อยไว้กินเองคนเดียวได้ไง เป็นกัปตันทั้งทีอย่าเห็นแก่ตัวสิ หัดแบ่งปันเพื่อนร่วมทีมซะบ้างสิยะ!!” ริโกะชี้หน้าตวาดอีกคนเสียงดังจนทำเอาฮิวงะเถียงไม่ออก จะว่าไงดีล่ะ อยากเถียงแทบขาดใจว่าเพราะเป็นห่วงคนอื่นเนี่ยแหละเลยไม่อยากให้ใครได้กิน แต่ตอนนี้คงต้องหาทางทำอะไรซักอย่าง ..ก็การปกป้องสมาชิกชมรมน่ะ เป็นหน้าที่ของผู้นำนี่นา!!

“งั้น..! ขอเติมอีก!!”

ฮิวงะตัดสินใจพลีชีพตนเองอย่างเด็ดเดี่ยว เป็นห่วงเพื่อนร่วมทีมน่ะมันก็ใช่อยู่หรอก แต่เป็นห่วงเจ้าของอาหารมากกว่าต่างหาก…

ก็ไม่รู้ว่าคนอื่นๆจะทนกินอะไรแบบนี้เหมือนเขาไหม เพราะว่าไม่รู้ถึงได้กังวล… กังวลกับปฏิกิริยาตอบสนองของทุกคน… กลัวว่าริโกะจะรู้ความจริงที่ทำให้เจ็บปวด..

นัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลสวยของริโกะจ้องมองแผ่นหลังของคนที่ตรงดิ่งไปตักข้าวเพิ่มจนหมดด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เปี่ยมล้นอยู่ในอก อะไรบางอย่างที่คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นความตื้นตันระคนกับความไม่ไว้วางใจในคำพูดของอีกคน

‘ฮิวงะคุง… นายนี่มันโกหกไม่เก่งเอาซะเลย..’

“……..”

ฮิวงะเดินถือจานข้าวกลับมานั่งที่โต๊ะตัวเดิม เคี้ยวข้าวที่สอดแทรกไปด้วยหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่น่าจะมีอยู่ในข้าวผัดธรรมดาๆได้ ปากเคี้ยวไปก็แอบเหลือบมองใบหน้าของเพื่อนสมัยเด็กอยู่เป็นระยะๆ ความจริงเคล็ดลับที่ทำให้เขาทนกินอาหารทั้งหมดได้โดยที่ไม่ตายไปซะก่อน(แต่ก็เกือบๆนั่งเรือข้ามแม่น้ำไปอยู่หลายครา) เคล็ดลับการมีชีวิตรอดที่ว่านั่นก็คือ…

การได้เห็นรอยยิ้มของผู้หญิงที่เขาแอบชอบมานานแล้ว แต่ก็ทำตัวปกติใส่จนดูเหมือนไม่ได้คิดอะไร…

กัปตันเซย์รินกัดลิ้นเบาๆเรียกสติตัวเองก่อนจะก้มหน้าก้มตาพุ้ยข้าวผัดใส่ปากเรื่อยๆจนหมด เจ้าของนัยน์ตาสีเข้มหลังเลนส์แว่นเริ่มรู้สึกว่าท้องไส้เริ่มบิดมวน แต่ทว่ายังฝืนเก๊กขรึมต่อหน้าโค้ชสาว

“ฉันกลับล่ะนะ คาบต่อไปก็ชมรมใช่มั้ยล่ะ อิ่มขนาดนี้คงซ้อมไม่ไหว ขอกลับก่อนละกัน วันนี้มีธุระด้วย”

“ธุระ?” ริโกะทวนคำอย่างสงสัยแต่ก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อ ความจริงแล้วฮิวงะก็มีนัดจริงๆ แต่เป็นนัดที่เจ้าตัวเพิ่งนัดเองไม่กี่เสี้ยววินาทีที่แล้ว และคู่นัดก็คือคุณหมอซักคน ณ คลินิกแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากแถวนี้มากนัก….

“งั้นก็ฝากที่เหลือด้วยละกัน” คนสวมแว่นว่าพลางลุกจากเก้าอี้แล้วหันหลังตั้งท่าจะเดินออกจากห้อง ปกปิดความรู้สึกผิดแปลกที่ทำให้อยากจะล้มลงไปกองกับพื้นด้วยท่าทีที่ดูปกติที่สุด

“ฮิวงะคุง..”

จู่ๆโค้ชสาวแห่งทีมเซย์รินก็เรียกชื่อเขาไว้ คนถูกเรียกสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้น

“หือ..?”

“ก่อนจะไป ฉันถามจริงๆนะ…”

“?”

“อาหารของฉัน… อร่อยจริงๆรึเปล่า?”

ฮิวงะชะงักค้างไปชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับมาทำหน้าเอือมๆใส่อีกคน

“ก็ต้องอร่อยอยู่แล้วสิฟะ เธอพยายามขนาดนี้นี่ ยังไงก็นะ.. ถ้าคนอื่นบอกว่าไม่อร่อยแล้วกินเหลือล่ะก็…. ฉันจะช่วยกินต่อให้หมดเองละกัน”

ไอดะ ริโกะกระพริบตาปริบๆกับคำตอบของอีกคน ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ทำเอาคนที่ท้องไส้เริ่มปั่นป่วนยิ่งกว่าเดิมถึงกับอดโวยวายออกมาตามนิสัยปกติไม่ได้

“อะ… อะไรของเธอฟะ?! มีอะไรน่าขำรึไง!”

“อุ๊บ.. ฮะๆ โทษทีนะ แต่ถึงกับกินของเหลือจากคนอื่นเนี่ย..”

“ระ เรื่องนั้นน่ะ..!”

“คิกๆ น่าๆ ไม่ต้องโวยวายหรอก อ้อ ถ้าจะทำถึงขนาดนั้นล่ะก็ ฉันยินดีทำให้กินตลอดไปเลยล่ะ” ริโกะพูดยิ้มๆ ทำเอาฮิวงะรู้สึกว่าหัวใจของตนเต้นแรงมากขึ้นกว่าเดิม… ดูท่าว่าคงเป็นเพราะอาหารของริโกะสินะ เขาถึงได้มีอาการข้างเคียงแปลกๆแบบนี้ หรืออาจจะเป็นเพราะรอยยิ้มนั่น…

“งะ งั้นก็เอาเป็นว่า…” ร่างสูง178เซนติเมตรเดินตรงเข้าไปหาร่างบางที่ยืนอยู่ไม่ไกลมากนัก กัปตันเซย์รินกำมือหลวมๆก่อนจะเขกลงบนหัวอีกคนเบาๆ

“เธอน่ะพยายามได้ดีแล้ว อย่าหยุดพยายามล่ะ แล้วก็นะ…. อาหารของเธอ ฉันยินดีกินมันไปตลอดชีวิต…”

พอเอ่ยจบคนตัวสูงกว่าก็เร่งรีบเดินออกจากห้องคหกรรมทันที เพื่อหลบซ่อนใบหน้าที่แดงจัดจากความเขิน

บ้าชะมัด นี่เขาพูดอะไรออกไปเนี่ย มันเหมือนกับเป็นการสารภาพรักกลายๆเลยไม่ใช่เหรอ?!!

ริโกะมองตามแผ่นหลังคนที่รีบเร่งเดินออกไปแล้วยิ้มกว้าง ดูเหมือนว่าฮิวงะคงไม่รู้ว่าใบหูทั้งสองข้างของตนนั้นแดงแค่ไหน บางทีเด็กสาวก็แอบไม่เข้าใจ ความจริงคนที่เขินอายควรจะเป็นฝ่ายนี้ไม่ใช่เหรอ….

แต่เอาเถอะ ฮิวงะคุงที่เป็นอย่างนั้นน่ะ…. น่ารักดี….

ฮิวงะเป็นเพื่อนสนิทของเธอมาตั้งแต่สมัยเด็ก ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่คนอบอุ่นอย่างคิโยชิ ไม่ใช่คนฉลาดอย่างอิสึกิ ไม่ใช่คนอารมณ์ดีอย่างโคงาเนอิ ไม่ใช่คนเงียบขรึมใจเย็นอย่างมิโตเบะ และไม่ใช่คนที่ยอมรับฟังคนอื่นง่ายๆอย่างสึจิดะ แต่ก็นั่นล่ะ… เพราะเป็นฮิวงะที่คอยกระตุ้นให้คนอื่นเดินหน้าต่อ เพราะเป็นฮิวงะที่เป็นอย่างนั้นถึงได้เหมาะสมกับตำแหน่งกัปตันทีม และเพราะฮิวงะที่เป็นอย่างนั้น…

ถึงทำให้เธอหลงรักเขา…

ริโกะยกมือขึ้นแตะบริเวณที่ถูกเขกเบาๆแล้วยิ้มร่า

“ยินดีทำอาหารให้นายกินตลอดไปเลยล่ะ ห้ามเบื่อซะก่อนล่ะ ฮิวงะคุง”

………..

กรี๊ดดดดดดด จบแล้วค่ะะะ จบแล้วฟหกกฟฟเเห้กก้ แงงงงงง ไม่นึกมาก่อนว่าพล็อตที่บังเอิญโผล่มามั่วๆสั้นๆจะเอามาขยายความได้ขนาดนี้ ฟฟฟฟฟฟ เพิ่งเคยเขียนคู่นี้เป็นครั้งแรกแต่แอบอวยมานานแสนนาน หวังว่าทุกคนคงอ่านรู้เรื่องนะคะ เพราะพล็อตเราก็สั้นมาก ที่คิดตอนแรกๆคืออยากนำเสนอเปรียบเทียบนิสัยพวกเซมไปค่ะ ฟฟฟฟฟฟฟ (เกือบลืมสึจิดะซังไปเลยค่ะ |||Orz) แล้วก็กลายมาเป็นฟิคกัปตันโค้ช(หรือโค้ชกัปตันหว่า.. ทำไมกัปตันแลสาวน้อย) ต้องขออภัยจริงๆนะคะที่เขียนสั้นมากถึงมากที่สุด(แต่ในโน้ตไอโฟนมันดูยาวนะคะ) ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ค่ะ หวังว่าคงสนุกกันนะคะ❤️

KnB FanFiction [ Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei ] ‘Once upon a time…’

*ฟิคเก่าย้ายจากDek-Dค่ะ*

KnB FanFiction

Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei

Once upon a time…

…….

กาลครั้งหนึ่ง…ของความรัก…
….

“…กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ราชอาณาจักรเซย์รินอันเกรียงไกร เหล่าขุนนางและประชาชนกำลังเผชิญกับสภาวะขาดผู้นำ เมื่อพระราชินีฮิวงะแห่งเซย์รินทรงมีพระอาการประชวรปริศนา เนื่องด้วยอาหารต้องคำสาปจากพระสหาย ทั่วทั้งราชอาณาจักรตกอยู่ในความมัวหมอง จนกระทั่ง…

องครักษ์คนสนิทขององค์ราชินีป่าวประกาศอวดอ้างตนว่าสามารถรักษาพระนางได้…

และวิธีการรักษาขององครักษ์คนนั้นก็คือการ’จุมพิต’…

องครักษ์ร่างสูงใหญ่ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ร่างที่กำลังหลับสนิท นัยน์ตาสีอ่อนสะท้อนภาพของคนผมสั้น ก่อนที่ระยะห่างริมฝีปากของทั้งคู่จะค่อยๆหดสั้นลงเรื่อยๆ…”

“…”

“หือ…”

ฮิวงะ จุนเปย์ลืมตาขึ้นท่ามกลางความรู้สึกพะอืดพะอมที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากอาหารพิษของโค้ชประจำทีมเซย์ริน นัยน์ตาสีเข้มไร้เลนส์แว่นบดบังเบิกกว้างเมื่อพบว่าใบหน้าคุ้นเคยอยู่ห่างจากใบหน้าของเขาไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ใบหน้าที่ถึงแม้จะมองเห็นไม่ชัดแต่ก็สามารถเดาได้ง่ายๆทันทีว่าเป็นใคร

“เอ๋… ยังไม่ทันจุมพิตราชินีก็ตื่นแล้วอะ ทำยังไงต่อดีล่ะท่านเทพเจ้าอิสึกิ?”

“ไม่ต้องไปสน จุ๊บต่อไปเลยองครักษ์คิโยชิ”

“ฮะ เฮ้ย นะ นี่พวกแกเล่นบ้าอะไร–”

ริมฝีปากของคิโยชิ เท็ปเปย์กดลงบนริมฝีปากของคนที่ยังพูดไม่ทันจบ ทิ้งสัมพัสอันอ่อนโยนไว้ชั่วครู่ก่อนจะค่อยๆถอยห่างออกมาจากอีกฝ่าย

กัปตันทีมเซย์รินตัวแข็งทื่ออยู่บนเตียงนอนนุ่มๆในห้องพยาบาล แค่ฝืนกินอาหารฝีมือริโกะจนต้องเข้าห้องพยาบาลก็ว่าแย่แล้ว แต่นี่ตื่นขึ้นมาเบลอๆยังโดนขโมยจูบแรกไปอีก…

“…เมื่อได้รับจุมพิต คำสาปก็สลายหายไป แล้วราชินีฮิวงะก็ครองรักกับองครักษ์คิโยชิอย่างมีความสุข”

หนุ่มหน้าสวยกล่าวจบเรื่องก่อนจะหันไปถามคนป่วยที่ทำหน้าตะลึงค้างอยู่บนเตียงนิ่ม

“คิดว่าเป็นไงบ้างฮิวงะ? จบอย่างนี้โอเคใช่มั้ย หือ ทำหน้าอย่างนั้นแปลว่าอยากฟังตั้งแต่แรกด้วยสินะ งั้นเดี๋ยวจะเล่าย้อนให้ฟังก็ได้ กาลครั้งหนึ่ง–”

“นี่พวกแกเล่นบ้าอะไรกันฟร้าาาา!!!!”

ชู้ตติ้งการ์ดของทีมลุกขึ้นมาโวยวายเสียงดังจนอาจารย์ห้องพยาบาลต้องโผล่หน้ามาดุ หลังจากที่ขอโทษขอโพยอาจารย์กันเรียบร้อยแล้ว กัปตันทีมผู้ตกเป็นเหยื่อก็ล้มตัวลงนอนอีกรอบพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะสังเกตเห็นว่าไอ้คนที่ขโมยจูบแรกของเขาไปยืนยิ้มหน้าระรื่นอยู่ใกล้ๆ

“ไอ้คิโยชิ แกก็ไปเล่นตามน้ำไอ้เจ้าอิสึกิมันเนอะ ไอ้โง่เอ๊ย!!”

“ฮะๆ~ ก็ระหว่างรอนายตื่นมันว่างนี่นา แถมยังไม่เห็นจะเสียหายตรงไหนเลยนี่ ถ้าเป็นไปได้ก็ขออีกรอบนะฮิวงะ”

“ไม่ให้ว้อย!!!”

“ชู่ววว… เบาๆหน่อยสิ เดี๋ยวอาจารย์ก็กลายเป็นยมบาลไล่พวกเราออกจากห้องพยาบาลหมดทุกคนหรอก”

อิสึกิ ชุนจุ๊ปากใส่เพื่อนสนิทที่กำลังโวยวายแถมยังเล่นมุขคำพ้องใส่อีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่นิ่งเรียบ ฮิวงะขี้เกียจเถียงต่อจึงหลับตาลงแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างจำยอม

ถึงมุขจะแป้กแค่ไหนแต่เขาขี้เกียจเถียงต่อแล้ว เพราะหมดพลังไปกับการโวยวายมากกว่าที่คิด…

“แต่ก็ดีที่นายฟื้นแล้วนะฮิวงะ ตอนที่นายสลบไปนี่เป็นห่วงแทบแย่เลยนะ”

คิโยชิยิ้มบางๆแล้วลูบหัวอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน คนที่ถูกลูบหัวรู้สึกร้อนวาบไปทั้งหน้า ในใจนึกโทษว่าเป็นเพราะไซด์เอฟเฟคต์ของอาหารฝีมือริโกะที่ทำให้เขาหน้าแดงแถมยังหัวใจเต้นรัวเร็วจนแทบจะระเบิดแบบนี้…

ไม่ใช่ว่าเพราะเขินหรือว่าอะไรหรอกนะ!!!

“ละ แล้วนี่คนอื่นไปไหนซะล่ะ”

ร่างสูง178เซนเบนสายตาไปอีกทางพร้อมกับถามคำถามอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกประหลาดๆของตน อิสึกิที่เห็นอาการของเพื่อนสนิทก็ได้แต่ลอบยิ้มนิดๆแล้วตอบคำถามแทนคิโยชิที่มัวแต่เล่นกับเรือนผมสีดำของอีกฝ่าย

“พวกริโกะมาดูนายแล้วหนนึงแต่ขอตัวกลับไปก่อนน่ะ วันนี้นายไม่สบายก็เลยงดซ้อม นี่นายก็นอนมาตั้งแต่พักเที่ยงจนตอนนี้เลิกเรียนแล้ว ใครมันจะไปนั่งเฝ้าอยู่ได้นานๆกันล่ะ”

“เอ๋… เดี๋ยวก่อนนะ งดซ้อมเหรอ..? ก็ไม่เห็นต้องทำขนาดนั้น…”

ฮิวงะขมวดคิ้วมุ่นกับการกระทำของโค้ชสาว อีกะแค่เขาไม่สบายคนเดียวถึงกับงดซ้อมเลยเหรอ…?

“คงจะกังวลเรื่องของนายมากจนไม่มีสมาธิคุมทีมน่ะ ” อิสึกิตอบก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือที่เริ่มสั่นครืดๆออกมาจากกระเป๋ากางเกง เจ้าของฉายาอีเกิ้ลอายส์กดรับสายด้วยสีหน้านิ่งๆ

“ว่าไง โคงะ?”

กัปตันเซย์รินเลิกสนใจอิสึกิที่กำลังคุยโทรศัพท์แล้วหันมามองเซ็นเตอร์ของทีมที่กำลังยิ้มกว้าง

“ยิ้มอะไรของนายฟะ”

“อยากให้ตอบจริงๆเหรอ”

“กวนนะเดี๋ยวนี้”

“หากไม่ดูเป็นการรบกวน ก็จะชวนเธอมารักกัน~”

“นี่อิสึกิล้างสมองนายเรอะ!”ฮิวงะอดไม่ได้ที่จะโวยวายใส่อีกฝ่ายที่มัวแต่หัวเราะ’แหะๆ’ แต่ก่อนที่จะเกิดสงครามคู่รักคู่เพี้ยน คนที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ก็ตะโกนขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ตื่นตระหนกกว่าปกติ

“แย่แล้ว! ริโกะหายตัวไป!!”

“หา?!! หายตัวไป?!!” ทั้งคิโยชิและฮิวงะหันขวับไปมองเพื่อนร่มทีมที่กำโทรศัพท์ไว้แน่น

“โคงะบอกว่าเจอจดหมายสำนึกผิดวางอยู่ในตู้เก็บรองเท้าของหมอนั่น เห็นเขียนว่าถ้าฮิวงะเป็นอะไรไปจะไม่มีวันยกโทษให้ตัวเองได้เลย แล้วโทรไปก็ไม่ติด โทรไปหาที่บ้านก็ไม่รับ แถมยัยนั่นก็ซึมมาตลอดช่วงบ่ายเลยล่ะ”

“เฮ้ย!! เอาจริงดิ งั้นนี่ก็ไม่ใช่เวลามานอนแล้ว!!” ฮิวงะว่าพลางพยุงตัวลุกขึ้นจากเตียง คิโยชิเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการจะทำอะไรจึงหยิบแว่นตาส่งให้อย่างรู้ใจ

“ไปกันเถอะ!” กัปตันทีมแหกปากปลุกใจลูกทีมทั้งสอง โดยไม่สนใจสายตาเกรี้ยวกราดของอาจารย์ห้องพยาบาลที่มองส่งแผ่นหลังของพวกเขา

แต่ถึงแม้ท่าทางภายนอกจะดูฮึกเหิม แต่ในใจกลับกังวลไปต่างๆนานา…

ฮิวงะ จุนเปย์ไม่ใช่คนไร้ความรับผิดชอบ ถึงจะชอบโวยวายและไม่ค่อยละเอียดอ่อน แต่ก็เป็นคนที่แอบใส่ใจทั้งโค้ชและลูกทีมอย่างลับๆ

เรื่องนี้ทุกคนในชมรมบาสเก็ตบอลชายเซย์รินต่างรู้ดี…

“นายคิดว่าคนอย่างริโกะน่าจะไปอยู่ที่ไหน?” อิสึกิที่เร่งฝีเท่าเดินเคียงข้างถามคนใส่แว่นด้วยน้ำเสียงที่ซ่อนความลนลานไว้ไม่มิด

“โคงะหาทุกที่ในตึกเรียนแล้วใช่มั้ย?” คนถูกถามเหลือบมองเพื่อนร่วมชมรมครู่หนึ่งก่อนจะดันแว่นเล็กน้อย

“ฮื่อ หาทุกซอกทุกมุมในตึกแล้วไม่เจอ…”

“ดาดฟ้าล่ะ?”

“เอ๊ะ เหมือนจะยังไม่ได้หานะ!”

“ดีล่ะ! งั้นไปกันเลย!” กัปตันทีมพยักหน้าก่อนจะวิ่งนำลูกทีมทั้งสองไปยังจุดมุ่งหมายที่คาดการณ์ไว้ ชู้ตติ้งการ์ดของทีมกัดฟันกรอด ในใจนึกภาวนาอย่าให้คนที่หายไปทำอะไรสิ้นคิด ไม่งั้นเขาคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตแน่

“ฮิวงะ ทำไมนายถึงได้มั่นใจล่ะว่าริโกะอยู่บนดาดฟ้า…” คิโยชิที่วิ่งเคียงข้างอีกฝ่ายหันมาถามด้วยความสงสัย

“เซ้นส์!” ฮิวงะตอบพร้อมกับเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น

‘ก็จุดเริ่มต้นของทีม มันอยู่ที่ดาดฟ้าไม่ใช่เหรอ….’

‘เริ่มต้นจากการประกาศเจตนารมณ์ของตนเอง…’

เขาไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ริโกะรู้สึกอย่างไร คนอบ่างเขาไม่ใช่ผู้ชายละเอียดอ่อนที่เข้าใจความรู้สึกของคนอื่นได้ดีขนาดนั้น เพราะความรู้สึกบางอย่างของตัวเองเขายังไม่ค่อยอยากจะยอมรับเสียด้วยซ้ำ…

“เค้าว่ากันว่า เวลาคนเราเศร้ามักโหยหาสถานที่ที่อยู่แล้วสามารถสงบจิตสงบใจได้ แล้วถ้าฉันเป็นยัยนั่น คงนึกถึงโรงยิมไม่ก็ดาดฟ้า และที่สำคัญ… ดาดฟ้ามันเป็นสถานที่ยอดฮิตเวลาจะโดตึกฆ่าตัวตายไม่ใช่เรอะ!!” ฮิวงะยอมอธิบายให้คิโยชิฟังแบบปลงๆ

“เอ๋!! อย่างนี้นี่เอง! ว่าแต่นายคิดว่าริโกะจะฆ่าตัวตายเลยเหรอเนี่ย?! กังวลมากเกินไปแล้ว!”

“หนวกหูเฟ้ย!! รีบๆวิ่งเถอะน่า!!”

“….” อิสึกิเลิกสนใจคู่เพี้ยนที่เริ่มส่งเสียงดังรำคาญหูแล้วหันมาสนใจประตูเหล็กที่อยู่เบื้องหน้าแทน

“ถึงแล้วนะ พวกนาย..”

“รู้แล้วน่า!” ฮิวงะหอบเล็กน้อย หัวใจเต้นโครมครามด้วยความกังวล มือข้างหนึ่งเอื้อมไปบิดกลอนประตู แต่ทว่า…

“ล็อก?!!”

“เดี๋ยวฉันจัดการเอง” คิโยชิว่าพลางเขยิบเข้าไปใกล้ๆประตู เสียงดังโครมใหญ่ทำเอาฮิวงะกับอิสึกิต้องหลับตาลงฉับพลัน

“เอ้า เปิดแล้วล่ะ”

“อย่าพังข้าวของโรงเรียนตามใจชอบสิฟะ! แต่ก็ทำได้ดีมาก!”

ถึงแม้จะไม่อยากยอมรับ แต่กัปตันทีมเซย์รินก็อดคิดไม่ได้ว่า’คิโยชินี่มันเท่จริงๆ…’

ฮิวงะชกไหล่อีกฝ่ายเบาๆก่อนจะผลักประตูดาดฟ้าเหล็กที่ถูกวิ่งชนจนพังโดยเซนเตอร์ของทีม ขณะที่เพื่อนร่วมชมรมอีกสองคนวิ่งตามกัปตันทีมไปติดๆ

เมื่อผ่านประตูมาได้แล้ว ร่างสูง178เซนฯก็หยุดชะงัก นัยน์ตาสีเข้มหลังเลนส์แว่นเบิกกว้าง

ไอดะ ริโกะยืนอยู่ตรงนั้น..

ในสภาพที่เลือดท่วมเต็มตัว…

“ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!! ผีริโกะะะะะะะะะะ!!!!!!”

เจ้าของเสียงร้องกอดหมับเข้าที่ร่างสูงใหญ่ข้างตัวทันที หลับตาปี๋ ตัวสั่นกึกๆๆอย่างหมดท่า

อาจจะไม่มีใครรู้ แต่กัปตันเซย์รินขี้กลัวมากกว่าที่คุณคิด… โดยเฉพาะเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติ…

“เอ่อ ฮิวงะ ริโกะยังไม่ตายหรอกนะ…”

ร่างที่ถูกกอดแน่นยิ้มกว้างก่อนจะแอบเนียนใช้มือข้างที่ยังว่างอยู่ลูบแขนอีกฝ่ายเบาๆ

“…ใช่แล้ว ฉันยังไม่ตายหรอกนะฮิวงะคุง”

โค้ชสาวกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาหากัปตันเซย์รินที่ยังตัวสั่นเป็นลูกนก เจ้าของนัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลยิ้มร่า ก่อนที่เสียงของสมาชิกรมบาสเก็ตบอลชายเซย์รินจะดังขึ้นพร้อมกันราวกับนัดกันไว้ล่วงหน้า

“สุขสันต์วันเกิดนะ(ครับ)กัปตัน/ฮิวงะ(คุง)!!!”

“เอ๋?!!!!!”

ในที่สุดกัปตันเซย์รินก็ลืมตาขึ้นอย่างงุนงง เจ้าของวันเกิดผละตัวออกจากร่างที่เผลอกอดเอาไว้แน่นแล้วอ้าปากค้างมองสมาชิกในชมรมด้วยสายตาตะลึงงัน

“จริงสิ วันนี้วันเกิดฉัน….”

“กะแล้วเชียวว่าต้องลืม!” เด็กสาวผมน้ำตาลส่ายหน้าไปมาขณะที่คนอื่นในทีมเองก็เริ่มหยิบของขวัญของแต่ละคนออกมา

“เดี๋ยวสิ นะ นี่อย่าบอกนะว่าพวกนาย…. ใครเป็นคนวางแผนฟะ!! บอกมาเดี๋ยวนี้!!”

“โอ้ ฉันเองล่ะฮิวงะ แหะๆ”

“ไอ้เจ้าโง่นี่เองเรอะะะะะะะะะ!!!! บ้าจริง! พอมาลองคิดดูอีกทีถึงได้รู้สึกว่ามีแต่อะไรแหม่งๆ อย่างริโกะเนี่ยนะจะฆ่าตัวตาย! แล้วไหงแกเล่นละครเนียนจังเลยฟะ?!!”

“เอาน่าๆฮิวงะคุง ไม่เห็นต้องโวยวายเลยนี่นา หรือว่ายังไม่หายตื่นเต้นอีก จะว่าไปก็เพิ่งรู้นะว่าฮิวงะคุงเนี่ยขี้กลัวกว่าที่คิด เห็นกอดเท็ปเปย์แน่นเลยนี่นา”

“เป็นใครก็ต้องกลัวทั้งนั้นเฟ้ย!! ตรรกะการเซอร์ไพรส์คนของเธอนี่มันอะไรฟะ?!! แล้วไหนจะเจ้าอิสึกิกับโคงะอีก!!!!! สรุปอีกทีว่าพวกนายรวมหัวกันหลอกฉันใช่มั้ย!!!”

ฮิวงะกุมขมับ นี่เขาโดนลูกทีมตัวเองปั่นหัวเรอะ! ในฐานะกัปตันถือเป็นเรื่องน่าอายที่ไม่ควรเกิดขึ้น แต่ทว่า…

“ฮึก..”

“กัปตัน…ร้องไห้เหรอครับ?”

“มะ ไม่ได้ร้องเฟ้ย!!!! แค่ฝุ่นมันเข้าตา!!! ว่าแต่นายมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ฟะ คุโรโกะ!!!”

กัปตันเซย์รินโวยวายกลบเกลื่อนอาการซึ้งน้ำตาร่วงของตน

ถึงจะโดนหลอก แต่แบบนี้เขายอมเต็มใจให้หลอกเลยล่ะ….

ขณะที่ฮิวงะกำลังปลาบปลื้มราวกับหญิงสาวที่ถูกขอแต่งงาน ร่างสูง193เซนที่ยืนอยู่ข้างๆก็สะกิดไหล่คนร่างเล็กกว่าเบาๆ

“รักนายนะ ฮิวงะ…”

ก่อนที่เจ้าของนัยน์ตาคมสีน้ำตาลอ่อนจะโน้มตัวลงมาประกบจูบอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน…

“….!!!” ฮิวงะยืนตัวแข็งทื่อ ราวกับว่ากาลเวลาได้หยุดเคลื่อนไหว แต่ทว่าสติที่กำลังจะหลุดลอยออกไปนอกกาแล็คซี่นั้นถูกดึงกลับมาที่เดิมด้วยเสียงแซวจากเพื่อนร่วมทีมทุกคน

“โอ๊ะ มิโตเบะดูสิ ฮิวงะหน้าแดงแจ๋เลยล่ะ” โคงาเนอิ ชินจิสะกิดหนุ่มเงียบคู่ซี้ที่พยักหน้าแทนคำตอบ

“แดงแจ๋ยังกะแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก.. อ๊ะ พ้องกันดีแฮะ จดดีกว่า” อิสึกิ ชุนว่าพลางรีบคว้าสมุดมุกคู่ใจขึ้นมาพร้อมปากกา ก่อนจะรีบจดสิ่งที่น่าจะเรียกง่ามุก(?)ลงไปบนหน้ากระดาษขาว

“กัปตันท่าทางจะมีความสุขมากเลยนะครับ” โคโรโกะเอ่ยยิ้มๆกับคากามิที่ยิ้มเจื่อนมองอีกด้านที่ไม่เคยรู้มาก่อนของกัปตันเซย์ริน

“งะ เงียบไปเลยนะ!! พวกนายน่ะหุบปากไปเลย!!!”

“เหวออออ มิโตเบะะะ!! ฮิวงะจะฆ่าฉันอ่ะะะ!!! ว่าแต่ทำไมต้องเป็นฉันคนแรกล่ะฮิวงะะะ?!!!”

“เท็ปเปย์ จับฮิวงะคุงไว้เร็วเข้า!!”

“ว้ากกกก ปล่อยนะเฟ้ยไอ้บ้าคิโยชิ!!!!!”

ท่ามกลางท้องฟ้ายามเย็นที่เริ่มถูกปกคลุมด้วยความมืด เสียงหัวเราะและเสียงโหวกเหวกโวยวายของสมาชิกชมรมบาสเก็ตบอลชายแห่งโรงเรียนเซย์รินยังคงก้องกังวาลไปทั่วอาณาบริเวณ และอีกไม่นานก็คงจบลงที่การเดินกลับบ้านพร้อมกันหรือไม่ก็ไปเลี้ยงฉลองวันเกิดกัปตันทีมที่ร้านไหนซักแห่ง ถึงแม้วันนั้นจะจบลง แต่สิ่งที่ไม่มีทางจบ ก็คือสายสัมพันธ์ของทีม ที่ยาวจนไม่มีวันสิ้นสุด…

และความรักที่ไม่มีวันสิ้นสุด สำหรับคนสองคน…

…..

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ชมรมบาสเก็ตบอลชายเซย์ริน สถานที่ที่ซึ่งไม่ใช่ราชอาณาจักรเซย์รินอันเกรียงไกร ไม่มีราชินีฮิวงะ ไม่มีองครักษ์คิโยชิ มีแต่เพียงกัปตันเซย์รินกับเซ็นเตอร์ของทีม…

ไม่มีนิทานปรัมปราที่แต่งขึ้นหลอกๆ มีแต่เพียงกาลครั้งหนึ่งของความรักที่เป็นเรื่องจริง…

เรื่องราวความรัก… ของคิโยชิ เท็ปเปย์และฮิวงะ จุนเปย์

……..

เรื่องเก่าลงใหม่ ฟฟฟฟฟฟฟ แต่งฟิคใหม่ฉลองวันเกิดพี่ฮิวงะไม่ทันจริงๆค่ะแงงง 5555 อ่านแล้วงงๆก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ |||Orz

KnB FanFiction [ Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei ] ‘I’ve a crush on you’

*ฟิคเก่าย้ายจากDek-Dค่ะ

KnB FanFiction

Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei

‘I’ve a crush on you’

……

Victor-Marie Hugoได้กล่าวไว้ว่า…

The supreme happiness of life is the conviction that we are loved.

ความเปี่ยมสุขที่สุดในชีวิตก็คือการตัดสินว่าเราถูกรัก

และคิโยชิ เท็ปเปย์ได้กล่าวเสริมต่อจากฮูโก้…

…โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…ถ้าถูกรักโดยฮิวงะ จุนเปย์….

………

‘ความเปี่ยมสุขที่สุดในชีวิตก็คือการตัดสินว่าเราถูกรัก …โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…ถ้าถูกรักโดยฮิวงะ จุนเปย์….’

………

เวลา18.30น. ท้องฟ้าที่เคยสว่างสดใสถูกความมืดกลืนกินไปเกือบครึ่ง สมาชิก2คนของทีมบาสเซย์รินที่เป็นเวรเก็บลูกบาสในวันนี้ยืนอยู่หน้าเครื่องขายน้ำอัตโนมัติ คนหนึ่งใส่แว่นและบ้าคลั่งฟิกเกอร์นักรบ ส่วนอีกคนหนึ่งมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ

“ฮิวงะ”

ร่างสูง193เซนในชุดนักเรียนมองเจ้าของชื่อที่กำลังนั่งยองๆรอคอยกาแฟจากเครื่องขายน้ำอัตโนมัติอย่างใจจดใจจ่อ

“ว่าไง?”

กัปตันทีมเซย์รินถามห้วนๆพลางหยิบกาแฟกระป๋องออกมาจากช่องรับ ก่อนจะโยนให้อีกฝ่ายตามความเคยชิน

คิโยชิรับกระป๋องอลูมิเนียมนั้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงธรรมดาๆราวกับกำลังคุยเรื่องสภาพอากาศทั่วไปกันอยู่

“รักนายนะ”

ฮิวงะ จุนเปย์ที่กำลังลุกขึ้นยืนพร้อมกับกาแฟกระป๋องใหม่ชะงักค้าง กาแฟแทบจะร่วงหลุดจากมือ แต่ดีที่เจ้าตัวยังมีสติ กาแฟกระป๋องน้อยจึงยังปลอดภัยอยู่ในอุ้งมือที่ชื้นเหงื่อและเริ่มสั่นระริกๆ

อะไรฟระะะ มาสารภาพรักตรงนี้หมายความว่ายังง้ายยยยยยยยย?!!!!!

“พะ พูดอะไรของแกฟะ?!! แล้วจะพูดซ้ำๆบ่อยๆทำซากอะไรเนี่ย?!!”

ใช่ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คิโยชิสารภาพรัก แต่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ในหนึ่งวัน

พูดอยู่ได้ พูดซ้ำๆซากๆ พูดอยู่ได้ไม่รู้เบื่อ…

แต่ก็น่าแปลกที่เขาก็ไม่ได้นึกรังเกียจที่จะฟังคำพูดของอีกฝ่าย… ไม่ได้น่า’รำคาญ’อย่างที่ปากบอก แต่น่า’หลงรัก’อย่างที่ได้แต่คิดอยู่ในใจ…

แต่ถึงแม้จะแอบยินดี แต่เสี้ยวหนึ่งในใจของชู้ตติ้งการ์ดแห่งเซย์รินกลับหวาดกลัวอะไรบางอย่าง…

‘คำว่ารัก มันใช่คำพูดที่จะเอามาพูดเล่นๆบ่อยๆอย่างนี้เหรอ….’

บางทีอีกฝ่ายอาจจะพูดเล่นๆ…

“ก็ฉันรักนายนี่นา แล้วเวลานายเขินก็น่ารักดี”

คิโยชิ เท็ปเปย์ยิ้มร่ากับปฏิกิริยาตอบรับของอีกฝ่าย ฮิวงะได้แต่โวยวายออกไปตามประสาก่อนจะเปิดฝากระป๋องกาแฟอย่างทุลักทุเล ในใจรู้สึกสับสนกับความรู้สึกหลายๆอย่างที่ทะลักล้นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

ทั้งเขินอาย

ทั้งยินดี

ทั้งหวาดกลัว

“เฮอะ! ไม่ต้องมาพูดเลยนะเฟ้ย ฟังมาตั้งแต่เช้าละ น่าเบื่อ!!”

หนุ่มผมดำรีบกระดกกาแฟกลบความเขินอายที่พุ่งพรวด บ้าจริง! ไม่ว่าอีกฝ่ายจะก็พูดกี่ครั้งๆก็ทำให้เขาเขินทุกครั้ง!!

ขณะที่ฮิวงะกำลังสงบสติอารมณ์เขินเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรับรู้ เซ็นเตอร์ร่างสูงใหญ่ได้แต่มองอีกฝ่ายแล้วยิ้มๆ

“ถ้างั้นฉันไม่พูดแล้วก็ได้ ถ้ามันทำให้นายรำคาญ…”

“….” ฮิวงะรีบกลืนกาแฟอึกใหญ่ลงกระเพาะก่อนจะแอบเหลือบมองเพื่อนสนิท(คิดไม่ซื่อ)ด้วยสายตาประหลาดใจ

‘คนอย่างคิโยชิเนี่ยนะ…. ล้มเลิกง่ายเกินไปหน่อยรึเปล่า?!’

‘กะแล้วเชียว.. แค่เล่นๆจริงๆด้วยสินะ…’

“ที่ฉันบอกรักนายอย่างนี้น่ะ ไม่ใช่เพราะว่าอยากให้นายเก็บฉันเอาไว้ในหัวใจหรอกนะ”

‘ไม่ได้อยากให้เก็บไว้ในหัวใจ…? แปลว่าไม่ได้อยากให้ฉันรัก? แล้วมาหลอกฉันให้ดีใจเล่นทำไม?!!’

‘อย่ามาล้อเล่นกับความรู้สึกของฉันนะ ไอ้เจ้าบ้าคิโยชิ!!!’

“แต่ว่านะ…”

“ไปตายซะไป!!!”

หลังจากที่จมกับความคิดของตัวเองอยู่นาน กำปั้นของกัปตันเซย์รินพุ่งไปกระแทกกับใบหน้าของผู้เล่นเบอร์7เต็มๆแรง เจ้าของรอยยิ้มใจดีหน้าหันไปตามแรงหมัด กาแฟกระป๋องที่ดืมได้แค่ไม่กี่อึกหล่นลงพื้น ของเหลวสีน้ำตาลเข้มหกกระจายไปทั่ว

“ฮะ ฮิวงะ?”

คิโยชิกุมบริเวณแก้มที่โดนต่อยไว้หลวมๆ นัยน์ตาสีอ่อนสบตาอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ

“ทำไม..?”

แต่เจ้าของหมัดไม่ยอมยืนอยู่รอฟังคำถาม กว่าคนโดนต่อยจะรั้งไว้ได้ทันอีกฝ่ายก็วิ่งหนีไปแล้ว ผู้เล่นเบอร์7เหลือบมองร่องรอยกาแฟอยู่ครู่หนึ่งด้วยแววตาสำนึกผิดก่อนจะรีบวิ่งตามคนก่อเรื่องไปอย่างไม่ลดละ

เสียงฝีเท้าของคนสองคนดังสะท้อนไปทั่วบริเวณโรงเรียนในยามจวนจะค่ำ ฮิวงะผลุบชั้น1 คิโยชิโผล่ชั้น2 สภาพของทั้งคู่ตอนนี้แทบไม่ต่างจากหนังอินเดียที่พระ-นางวิ่งไล่ตามกันข้ามหุบเขาอย่างไม่รู้เหนื่อย แต่ถึงจะไม่รู้เหนื่อยยังไงก็ต้องเหนื่อย ท้ายที่สุดแล้วฮิวงะ จุนเปย์ก็ต้องลากสังขารกลับมาที่จุดเริ่มต้นอยู่ดี…

กลับมาที่เครื่องขายน้ำอัตโนมัติเพื่อซื้อเครื่องดื่มดับกระหาย แต่ยังไม่ทันจะทำอะไรหนุ่มแว่นก็ต้องทรุดนั่งกับพื้นแข็ง มือกร้านจากการซ้อมบาสกุมท้องไว้แน่น

ก็เล่นกระดกกาแฟจนหมดกระป๋องแล้ววิ่งวนรอบโรงเรียนอยู่ตั้งหลายรอบ… จะจุกก็ไม่แปลกอะไร…

ความจริงก็เริ่มจุกตั้งแต่วิ่งออกจากจุดสตาร์ทแล้ว แต่เพราะความโกรธเป็นแรงขับเคลื่อนก็เลยต้องวิ่งต่อไปอย่างช่วยไม่ได้

กัปตันเซย์รินพยายามปรับจังหวะลมหายใจให้เข้าที่ ซุกกายพิงกับผนังแล้วปิดเปลือกตาลงครู่หนึ่ง ทำให้ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าบุคคลที่ตัวเองวิ่งหนีมาเนิ่นนานนั้นกำลังนั่งยองๆมองตนด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใย

“ฮิวงะ…”

“….!!!”

ฝ่ายที่ถูกเรียกชื่อเผยอเปลือกตาขึ้นมาอย่างรวดเร็วเพราะตกใจกับน้ำเสียงคุ้นเคยและฝ่ามือใหญ่ที่กำลังสัมผัสใบหน้าของตนอย่างอ่อนโยน

อยากจะถอยหลังหนี…แต่ก็ถอยไม่ได้แล้วเพราะว่าติดกำแพง….

“อะ.. ออกไปนะ ไอ้บ้าคิโยชิ!!!”

“นายจะหนีฉันทำไมน่ะฮิวงะ ฉันยังพูดไม่จบเลยนะ แล้วนี่เป็นอะไรมากรึเปล่า” คิโยชิถามอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่จริงจัง ประโยคหลังของอีกฝ่ายทำให้ฮิวงะรู้สึกหน้าร้อนวาบ

“….ก็นายน่ะ ยังไงก็แค่หลอกฉันเล่นใช่มั้ยล่ะ คนที่พูดคำว่ารักบ่อยเกินไปอย่างนาย…

คำสำคัญแบบนั้น…ทำไมถึงใช้บ่อย จนทำให้มันไม่สำคัญ…..”

“……”

คิโยชินิ่งเงียบไปเมื่อได้ฟังความกังวลในใจของอีกฝ่าย

เขาเพียงแค่อยากให้ฮิวงะมั่นใจในคำพูดของเขา และเชื่อมั่น100%ว่าเขารักอีกฝ่ายมากแค่ไหน…

แต่นั่นกลับทำให้ฮิวงะไม่เชื่อใจเขา เพียงเพราะวิถีความคิดที่สวนทางกัน…

คนนึงเป็นคนซื่อๆ ชอบอะไรไม่ชอบอะไรก็พูดออกไปตรงๆ..

แต่อีกคนดันเป็นคนที่ไม่กล้าแสดงออกในสิ่งที่เจ้าตัวคิดว่าเป็นเรื่องน่าอาย…

การบอกรักเป็นสิ่งที่พูดได้ยากมากสำหรับกัปตันเซย์ริน เพราะฉะนั้นกว่าจะพูดออกมาได้ถ้าไม่ใช่ว่ากำลังเมา โกรธหรือบ้าก็ไม่มีทางที่คำๆนี้จะหลุดออกมาจากปากของเจ้าตัวแน่ ดังนั้น… คำว่ารักที่พูดออกมาได้ยากและต้องอาศัยความกล้าแบบมหาศาลนั้นถือว่าเป็นคำพูดที่มีความหมายและสำคัญสำหรับเจ้าตัว…

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆสำหรับฮิวงะ จุนเปย์ แต่เจ้าตัวก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าคิโยชิ เท็ปเปย์เองก็ไม่ได้พูดเล่นๆกับเขา…

“ฉันไม่ได้ล้อนายเล่นนะฮิวงะ ฉันรักนาย ฉันไม่อายที่จะสารภาพรักกับนายแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะฉันอยากให้นายเชื่อว่าฉันรักนายจริงๆ”

นัยน์ตาที่เปี่ยมไปด้วยความใสซื่อจริงใจสบเข้ากับนัยน์ตาสีเข้มหลังแว่นใสกรอบบาง ชู้ตติ้งการ์ดที่ตอนนี้หน้าแดงไปทั้งหน้าเบือนหน้าหนีอีกฝ่ายเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็นถึงความหวั่นไหวที่เริ่มก่อตัวขึ้นในดวงตาของตน

หัวใจ…เหมือนกำลังจะระเบิด นี่ใช่อาการค้างเคียงของคนปวดท้องจุกรึเปล่านะ….?

ขณะที่กัปตันเซย์รินกำลังโยนความผิดไปให้อาการจุกท้อง(ที่หายตั้งนานแล้วแต่เจ้าตัวยังไม่เลิกเอามาเป็นข้ออ้าง) เซ็นเตอร์ร่างใหญ่ก็เริ่มยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ ริมฝีปากของคนตัวสูงกว่าขยับขึ้นลงช้าๆอยู่ข้างๆใบหูของคนสวมแว่น เอ่ยถ้อยคำที่ยังพูดค้างคาให้อีกฝ่ายได้ยินชัดๆ

“ที่ฉันบอกว่าไม่อยากให้นายเก็บฉันไว้ในใจนั่นน่ะ… ฉันอยากให้นายเก็บฉันไว้ในปอดต่างหาก”

“หา…?”

“ก็นายน่ะ จะได้มีฉันทุกลมหายใจไง”

“……………..”

“ก็ฉันนึกว่านายจะเบื่อหรือไม่ก็รำคาญที่ฉันพูดแต่รักนายอย่างนั้นรักนายอย่างนี้ ก็เลยเปลี่ยนรูปแบบการพูดใหม่น่ะ นี่น่ะอิสึกิแนะนำมาเชียวนะ”

“อะ ไอ้โง่!!! มะ ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นว้อยย!!!!!!”

ฮิวงะเริ่มแหกปากโวยวายแต่ก็ต้องเงียบปากลงแบบฉับพลันเมื่อสัมผัสอ่อนนุ่มลากผ่านริมฝีปากบางของตน

ลิ้นสากของคิโยชิตวัดผ่านริมฝีปากของคนขี้โวยวายอย่างแผ่วเบา คนโดนเลียนั่งตัวแข็งทื่อ ใบหน้าที่แดงอยู่แล้วแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม เจ้าของลิ้นยิ้มกว้างเมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของอีกฝ่ายเป็นไปตามที่ตัวเองคิด

“ฮิวงะนี่หวานจังน้า~ แถมยังแอบขมนิดๆด้วย”

“ทะ ทำบ้าอะไรของนายเนี่ย! เป็นหมารึไง แล้วไอ้หวานกับขมนั่นมันอะไรฟะ!!! นั่นมันเพราะกาแฟว้อย!!! ฉันมีรสชาติแบบนั้นที่ไหน!!!” กัปตันเซย์รินโวยวายเสียงดัง ในหัวโยนความผิดให้อาการจุกท้องที่ทำหัวใจของตนเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ

“นายไม่เคยได้ยินเหรอ ‘เล่นกับหมา หมาเลียปาก’น่ะ แล้วนั่นก็ไม่ใช่เพราะกาแฟหรอก นั่นน่ะรสชาติของนาย”

“งะ เงียบไปเลยเฟ้ย!!! แล้วแกไปเป็นหมาตอนไหนฟะ อย่าบอกนะว่าติดเชื้อเจ้าเบอร์สองมา!!!”

“ฮะๆ งั้นฉันไม่เป็นหมาแล้วก็ได้ นายเป็นแทนละกันนะฮิวงะ”

คิโยชิหัวเราะร่าเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย

ฮิวงะที่เป็นฮิวงะแบบนี้นั่นล่ะ ที่ทำให้เขาหลงรักหัวปักหัวปำ…..

“แล้วทำไมฉันต้องเป็นหมาด้วย! เฮ้ย!! นะ นี่แกจะทำอะไรเนี่ย!!!”

ฮิวงะโวยวายเสียงดังเมื่อพบว่ามือใหญ่หยาบกร้านของคิโยชิค่อยๆล่วงล้ำผ่านเสื้อนักเรียนของตนแล้วลูบผ่านบริเวณไหปลาร้าไปจนถึงรักแร้ มือหยาบกร้านหยุดนิ่งอยู่ที่ใต้วงแขนเนียนของอีกฝ่าย

“อืม… เจ้าหมาตัวนี้ไม่สบายอยู่นะ งั้นเดี๋ยวพาไปรักษาดีกว่า เอ้า ฮึบ!”

“เหวอ!!!! อะไรของนายอีกเนี่ย!!! อุ้มฉันขึ้นมาทำไม!!!”

คิโยชิยิ้มกว้างเมื่อเห็นอีกฝ่ายดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนของตน

“อ้าว ก็นายเป็นหมาไง วิธีวัดไข้หมาเค้าต้องจับชีพจรที่ข้อพับไม่ใช่เหรอ แล้วเมื่อกี๊พอวัดไข้แล้วนายก็ไม่สบาย เดี๋ยวฉันอุ้มไปส่งถึงห้องนอนนายเลยละกัน”

“ไม่สบายบ้าอะไรฟะ!! แค่จุกเฟ้ย!!! แล้วตอนนี้ก็หายแล้วด้วย!!! ปล่อยฉันลงได้แล้ว!!!”

“งั้นฉันอุ้มไปส่งถึงหน้าบ้านก็พอแล้วกัน”

“นั่นก็ไม่ได้เฟ้ย!!! วางฉันลงเดี๋ยวนี้!!!”

“ไม่มีทาง~ นายต้องสารภาพรักกับฉันก่อนนะ ไม่งั้นไม่วางจริงๆด้วย”

ฮิวงะชะงักค้าง ไม่ดีแน่ถ้าจะถูกอุ้มด้วยท่าอุ้มเจ้าสาวตั้งแต่เดินออกจากประตูโรงเรียนไปจนถึงบ้าน หลังจากที่คำนวณผลได้ผลเสียอยู่นาน กัปตันเซย์รินก็ต้องยอมเปิดปากพูดในสิ่งที่พูดยากที่สุดออกมา…

“ฉันรักนาย คิโยชิ…”

คนถูกสารภาพรักยิ้มกว้างก่อนจะค่อยๆวางอีกฝ่ายลงอย่างนิ่มนวล

“ฉันมีความสุขมากๆเลยล่ะ ฮิวงะ”

มีความสุข…ที่ได้รักนาย และถูกนายรัก…

……

‘ความเปี่ยมสุขที่สุดในชีวิตก็คือการตัดสินว่าเราถูกรัก …โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…ถ้าถูกรักโดยฮิวงะ จุนเปย์….’

-คิโยชิ เท็ปเปย์-

……

เป็นฟิคที่เขียนออกมาด้วยอารมณ์ที่หลากหลายค่ะ ฟฟฟฟฟฟฟฟ ก็เลยออกมาเป็นอย่างนี้… |||Orz ขอให้สนุกกับฟิคนะคะ❤️

KnB FanFiction [ Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei ] ‘If Hyuuga were a little boy…..’

KnB FanFiction
Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei
‘If Hyuuga were a little boy…..’

…….
‘…ทุกคนต่างมีความเป็นเด็กซ่อนอยู่ในตัวกันทั้งนั้น…’

-วอล์ท ดิสนี่ย์ ได้กล่าวเอาไว้..

อยู่ที่ว่าทุกคนเลือกที่จะแสดง’ความเป็นเด็ก’ที่ว่านั่นออกมาหรือไม่… คนที่แสดงออกมาก็ดีไป แต่คนที่เลือกจะทำให้ตัวเองดูเป็นผู้ใหญ่ในสายตาคนอื่น พระเจ้าจะเมตตามอบปาฏิหาริย์ให้คนผู้น่าสงสารคนนั้น ปาฏิหารย์ที่74ปีจะมีเพียงหนเดียว… และผู้ถูกเลือกจะมีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น…

‘ปาฏิหาริย์ในวันที่5พฤษภา…’

ปาฏิหาริย์ที่จะดลบันดาลให้ผู้ถูกเลือกกลายเป็นเด็กได้หนึ่งวัน และสามารถทำอะไรแบบเด็กๆได้ตามใจตนจนกว่าจะถึงเที่ยงคืน…

จากนั้นแล้วความทรงจำที่แสนสุขนั้นก็จะสลายหายไป ย้อนกลับไปสู่คืนวันธรรมดาที่ไม่มีอะไรพิเศษเช่นเดิม…

…..
ดูเหมือนว่าพระเจ้าจะเอ็นดูฮิวงะคุงเป็นพิเศษ…

เหตุผลที่ต้องเติม’คุง’ตามหลังนามสกุลของกัปตันเซย์รินไปด้วยก็เพราะ…

“ไหงฉันถึงได้กลายเป็นเด็กอย่างนี้ไปได้ฟระ?!!!”

เด็กชายวัย7ขวบที่อยู่ในสภาพเสื้อยืดสีเขียวหลวมโพรกปกปิดร่างกายจนมิดเผยไหล่ขาวเนียนโวยวายเสียงดัง กางเกงขาสั้นใส่นอนที่เคยใส่ได้พอดีก็กองอยู่บนเตียง ร่างเล็กที่เพิ่งตื่นขึ้นมาลองหยิกแก้มเล็กๆของตนเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่ความฝัน แต่ความเจ็บแปลบที่รู้สึกได้กลับทำลายความหวังเพียงน้อยนิดของเขาไป..

ไม่ตลกเลยซักนิด! แล้วแบบนี้จะลากสังขารไปซ้อมได้ยังไงกันเล่า?!!

โชคดีที่วันนี้ไม่มีใครอยู่บ้าน ไม่งั้นเด็กชายจุนเปย์เองก็คงหาเหตุผลไปอธิบายกับผู้ปกครองไม่ถูก… ก็จริงอยู่ว่าวันที่5พฤษภาคมเป็นวันเด็กผู้ชาย แถมยังเป็นวันเด็กแห่งชาติ แต่การที่ให้เขาตัวหดเล็กลงรับวันเด็กนี่มันตรรกะอะไรฟะ?!! หรือว่า… หรือว่าจะเผลอกินอะไรผิดสำแดงเข้าไปเลยเป็นแบบนี้ อาหารที่เขากินมันมีAPTX48xxผสมอยู่เรอะ?!!

..ฮิวงะ จุนเปย์ยังไม่อยากกลายเป็นเด็กแว่นยอดนักสืบเหมือนตัวเอกเรื่องโxนันนะว้อย!! เขาเป็นกัปตันทีมบาสม.ปลายต่างหาก ไม่ใช่นักสืบม.ปลาย เป็นลูกชายเจ้าของร้านทำผม ไม่ใช่ลูกชายนักเขียนชื่อดัง พระเจ้าจะเล่นตลกกับชีวิตเขามากเกินไปแล้ว!

หลังจากที่เล่นมุกและตบมุกเองไปตามประสา ฮิวงะจึงตัดสินใจเมินเสียงโทรศัพท์มือถือซึ่งดังขึ้นติดกันต่อเนื่องแล้วนั่งพลิกหน้าหนังสือการ์ตูนอ่านผ่านๆอยู่ในห้องนอน โชคร้ายที่ดูเหมือนว่าเขาจะโละเสื้อผ้าสมัยเด็กทิ้งหมดแล้ว จึงต้องทนอยู่ในสภาพเสื้อยืดตัวเดียวคลุมร่างต่อไป

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นถี่ๆเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเงียบหายไป ดูท่าว่าริโกะคงตัดใจที่จะโทรจิกให้เขาไปซ้อมแล้ว เด็กชายผมดำผลักหนังสือการ์ตูนออกไปให้ห่างจากตัวก่อนจะล้มตัวนอนลงกับพื้นห้อง ภาพเพดานมัวๆปรากฏขึ้นในดวงตากลมๆสีเข้ม จะอ่านหนังสือการ์ตูนต่อก็ไม่ได้เพราะแว่นใหญ่เกินไป ใส่ไม่ได้ จะหยิบฟิคเกอร์มาเล่นก็ไม่ได้ ตู้มันสูงเกินไป เมื่อเช้ากว่าจะกล้าปีนลงจากเตียงได้ก็ลำบากเอาการ ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวดูใหญ่โตไปหมด…

เหมือนจะไม่ได้มองทุกอย่างจากมุมต่ำอย่างนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ…

จะว่าไปก็มีอยู่คนนึงนี่นะ ไอ้ซื่อบื้อที่สูงชะลูดจนเขาต้องเงยหน้ามอง…

“….แล้วจู่ๆจะไปคิดถึงมันทำไมฟะ?!!” กัปตันร่างจิ๋วทึ้งผมตัวเองก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วหลับตาลง

‘ในเมื่อทำอะไรไม่ได้แบบนี้ ก็คงได้แต่นอนล่ะมั้ง.. หวังว่าตื่นมาแล้วคงจะกลับเป็นเหมือนเดิมนะ…’

ฮิวงะได้แต่คิดในแง่ดีก่อนจะจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งนิทรา..
……
“….อืม”

ชู้ตติ้งการ์ดเซย์รินลืมตาขึ้น เพดานยังคงพร่าเบลอ เสื้อผ้ายังคงหลวมโพรก ไม่มีอะไรต่างออกไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย…

“เหมือนเดิมแฮะ……” ฮิวงะงึมงำกับตัวเองก่อนจะหันไปมองรอบๆเพื่อดูให้เห็นกับตาว่าทุกสิ่งยังคงใหญ่โตไม่ต่างจากเดิม

ไม่สิ…ดูเหมือนว่าจะต่างจากเดิมนิดหน่อย…

ปกติแล้วไม่มีไอ้ยักษ์หน้าเอ๋อนั่งจ้องเขาตาไม่กระพริบแบบนี้ซะหน่อย…

“อะ.. ไอ้คิโยชิ?!!! มาได้ไงฟะเนี่ย?!!”

“เอ่อ… ฮิวงะ? เหรอ…?” คิโยชิชี้ร่างเล็กในเสื้อสีเขียวคุ้นตาก่อนจะกระพริบตาปริบๆ

“ก็ใช่น่ะสิ!! ตอนนี้ไม่รู้จะอธิบายยังไงเพราะฉันเองก็ไม่เข้าใจ แต่เอาเป็นว่านี่ฉันเอง!! ฮิวงะ จุนเปย์!”

“ตอนแรกนึกว่าเป็นญาตินายซะอีกนา.. สุดยอดไปเลยฮิวงะ จะตอนเด็กหรือตอนโตก็น่ารัก..” คิโยชิยิ้มกว้างก่อนจะคว้าเด็กชายมากอดไว้แน่น ฝ่ายฮิวงะที่รู้สึกเหมือนว่ากำลังถูกคุกคามได้แต่ดิ้นไปมาพร้อมๆกับแหกปากโวยวายไปด้วย

ภายนอกโวยวายใส่คิโยชิ แต่ภายในกลับโวยวายใส่หัวใจตัวเองที่กำลังเต้นแรงจนแทบจะกระเด็นกระดอนออกมาจากอก…

โครก…~

เสียงท้องร้องของเด็กชายผมดำสะกดทุกสิ่งทุกอย่างให้ตกอยู่ในความเงียบ

“หิวเหรอ..? ฮิวงะ”

ถ้าอิสึกิอยู่แถวนี้คงคิดว่าเป็นมุกคำพ้อง… ฮิวงะนึกในใจก่อนจะปล่อย’หิว’กับ’ฮิว’ไปไกลๆสมอง

“จะว่าไป… ตั้งแต่เช้าฉันยังไม่ได้กินอะไร…” ฮิวงะเหลือบมองนาฬิกาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ เขาตื่นเจ็ดโมงครึ่งมาโวยวายแล้วก็หลับ จนตอนนี้เที่ยงกว่าแล้ว.. ดูเหมือนว่าจะกังวลมากไปจนลืมหิวไปเลย…

แปลว่าตอนนี้สบายใจแล้วก็เลยหิว…?

ตั้งแต่ที่คิโยชิปรากฏตัวให้เห็น ถึงแม้จะเห็นไม่ชัดก็ตาม…

“งั้นก็กินนี่ก่อนเถอะนะ” คิโยชิยอมปล่อยอีกคนก่อนจะหยิบโดรายากิขึ้นมาจากถุงพลาสติกของร้านค้าแห่งหนึ่งแล้วยื่นให้ ฮิวงะรับห่อโดรายากิมาฉีกก่อนจะเคี้ยวกินอย่างรวดเร็ว ทำไงได้ล่ะ เขาเพิ่งรู้ตัวว่าหิวขนาดเอาคิโยชิมาย่างทั้งตัวก็ไม่มีทางกินอิ่มนี่นา มารย่งมารยาทอะไรไม่ต้องสนแล้ว ขนาดพูดว่า’ทานแล้วนะครับ’ยังลืมพูดเลย…

“ยังมีอีกนะ กินอีกมั้ยฮิวงะ ร้านนี้น่ะทำอร่อยมากเลยนา ความจริงนึกว่านายไม่สบายเลยว่าจะเอามาเป็นของเยี่ยมไข้น่ะ ก็ปกติฮิวงะไม่เคยขาดซ้อมเลยนี่” คิโยชิเอ่ยยิ้มๆขณะมองเด็กน้อยเริ่มกัดโดรายากิคำโตเป็นชิ้นที่สอง

น่ารัก….

ฮิวงะแบบนี้ก็น่ารักไปอีกแบบ…

แต่จะแบบไหนก็น่ารักทั้งนั้น..

สุดท้ายแล้วฮิวงะก็จัดการโดรยากิจนเกือบหมด เหลือเพียงชิ้นสุดท้ายที่มือเล็กๆตัดสินใจยื่นให้อีกคน

“นายเองก็กินบ้างสิ ดูฉันกินอยู่คนเดียวไม่หิวบ้างรึไง?”

“ไม่ล่ะ.. นายกินไปเถอะ ฉันไม่หิว” คิโยชิเอ่ยยิ้มๆทั้งๆที่ก่อนหน้านี้หิวมาก แต่เพราะความน่ารักของฮิวงะทำให้เขาอิ่มอกอิ่มใจจนกลายเป็นว่าลืมความหิวไปซะสนิท

“จะบ้าเรอะ คนซื้อไอ้นี่มาน่ะมันนายไม่ใช่เรอะ งั้นก็…” ฮิวงะฉีกซองโดรายากิก่อนจะยื่นให้อีกคน

“เอ้า! ฉันคนนี้อุตส่าห์ฉีกซองให้ รีบๆกินได้แล้วน่า!”

“งั้นก็.. ทานล่ะนะครับ” เซนเตอร์เซย์รินย่อตัวลงเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาค่อยๆเคลื่อนเข้าไปใกล้มือเล็กๆ ริมฝีปากเผยอออกช้าๆก่อนจะงับโดรายากิเข้าปาก ฮิวงะคิ้วกระตุกเล็กน้อย อย่างนี้ก็เท่ากับว่าเขาเป็นคนป้อนหมอนี่น่ะสิ เรื่องน่าอายอย่างนั้นใครจะไปทำ…!

กัปตันเซย์รินในร่างเด็กเจ็ดขวบตั้งใจจะปล่อยมือที่จับโดรายากิ แต่คนตัวใหญ่กว่ากลับรั้งมือเล็กๆนั้นไว้ นัยน์ตาสีอ่อนจ้องด้วยสายตาออดอ้อน

“อึก…”

ฮิวงะนิ่วหน้า ภายในใจรู้สึกสับสน อยากจะขัดขืน แต่เขาแพ้สายตาแบบนั้นของคิโยชิ…

ไม่ใช่แค่สายตา แต่อะไรก็ตามที่เป็น’คิโยชิ’เขาก็แพ้หมด…

แพ้ทางคนแบบนี้…

ฮิวงะได้แต่คิดอย่างนั้น โดยที่ไม่รู้ว่าความจริงแล้วตัวเองก็สามารถชนะคิโยชิได้เช่นกัน…

ไม่รู้เลยว่าเขาชนะใจคิโยชิได้ตั้งนานแล้ว…

เช่นเดียวกันกับที่คิโยชิชนะใจเขาได้เช่นกัน…

พอเห็นฮิวงะเงียบไป ผู้เล่นเบอร์เจ็ดก็งับขนมปังต่อจนหมด เหลือแต่เพียงส่วนที่อีกคนยังถือค้างไว้อยู่

ไหนๆฮิวงะก็กำลังเหม่อ….

ลิ้นสากของคิโยชิตวัดผ่านมือนิ่มของอีกคนราวกับต้องการจะหยอกเย้า เด็กชายสะดุ้งเฮือก นัยน์ตาสีเข้มเบิกกว้างมองคนตัวใหญ่ที่กำลังเลียมือของตัวเองอยู่

“ก็ฮิวงะเอาแต่เหม่อแล้วก็ถือขนมปังไว้แบบนั้นฉันก็กินไม่ได้น่ะสิ เลยต้องเรียกสติไง”

“กะ ก็เรียกดีๆสิฟะ!!!” โดรายากิส่วนเล็กๆที่เหลือถูกยัดเข้าปากคิโยชิทันที เจ้าของรอยยิ้มใจดีได้แต่เคี้ยวตุ้ยๆขณะจ้องมองใบหน้าเล็กๆที่เริ่มขึ้นสีเล็กน้อย

“ฮิวงะ..”

“อะไร..?!” เด็กชายเขม่นมองคนเรียกชื่อตนขณะที่กำลังจะลุกไปล้างมือ คราวนี้คิโยชิดึงร่างเล็กไปนั่งบนตัก แล้วจัดการเลียเศษโดรายากิที่ติดแก้มอีกคนออกเบาๆ

“…?!!!!”

“ทำบ้าอะไรของนายอีกฟะ!!! ไอ้บ้านี่!!” กำปั้นเล็กๆต่อยไปที่ใบหน้ายิ้มแย้มอย่างแรง แต่คนถูกต่อยกลับยังยิ้มได้ แสดงว่าไม่ได้เจ็บเหมือนที่แล้วๆมา

“ช่วยไม่ได้แฮะ งั้นเดี๋ยวฉันพานายไปล้างมือล้างหน้าละกัน เพราะตอนนี้นายคงเอื้อมไม่ถึงอ่างล้างมือ…”

“หนวกหูน่า!!” ฮิวงะแยกเขี้ยวใส่ทันทีเมื่ออีกฝ่ายเบี่ยงประเด็นมาที่เรื่องส่วนสูง ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรือตอนที่ยังสูงปกติเขาก็ยัง’เตี้ย’กว่าคิโยชิอยู่ดี…. ถึงจะไม่ซีเรียสเรื่องส่วนสูงของคนอื่น ทั้งคากามิกับมิโตเบะเองก็สูงกว่าเขา แต่สำหรับคิโยชิเป็นกรณีพิเศษ…

ปกติแล้วเขามักจะทำตัวเข้มแข็งเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เวลาอยู่กับคิโยชิก็เป็นเช่นนั้น แต่แตกต่างกันออกไปนิดหน่อย..

ต่างกันตรงที่เวลาเหนื่อยมากๆก็อยากจะได้ที่พักพิงเป็นไหล่ของคนตัวสูงที่ชื่อว่าคิโยชิ เท็ปเปย์… แต่ฮิวงะก็มักจะเก็บซ่อนความต้องการนี้ไว้ลึกๆเสมอ… เขาไม่ชอบที่ตัวเองดันอยากไปพึ่งคิโยชิ ไม่ชอบที่บางครั้งก็อยากทำตัวอ่อนแอเวลาอยู่กับหมอนั่น…

….เป็นคนตัวสูงคนแรกและคนสุดท้ายที่เขาอยากพึ่งพิง…

หลังจากที่คิโยชิอุ้มฮิวงะจิ๋วเข้าห้องน้ำและพาออกมาเรียบร้อย เด็กชายผมดำนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนพื้นห้อง นัยน์ตาสีเข้มจ้องเขม็งไปยังพี่เลี้ยงเด็กชั่วคราวที่นั่งยิ้มซื่อๆอยู่ฝั่งตรงข้าม

“คิโยชิ..”

“ว่าไงฮิวงะ?”

“ว่างจัง..”

“เอ๋ นั่นสินะ งั้นมาหาอะไรทำกันมั้ย..?”

“…..ไปหยิบฟิคเกอร์ให้หน่อย หยิบทาเคดะกับโอดะ…”

“เอ่อ… ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ฉันหยิบไม่ถูกหรอกนา… ว่าแต่ฮิวงะอยากเล่นเหรอ เดี๋ยวฉันเล่นเป็นเพื่อนก็ได้นะ”

“เล่นอะไรที่ไหนเล่า! ฉันจะพานายเข้าสู่สงครามบาซาระต่างหากล่ะ!!! อ้อ หยิบอิเอยาสึกับฮิเดโยชิมาด้วยก็ได้!! จะได้ครบๆทีม!!” ฮิวงะร่างจิ๋วเริ่มเครื่องร้อน ทำเอาคิโยชิเห็นแววว่าตนเองจะต้องอยู่ฟังบรรยายเรื่องนักรบสงครามเพิ่มเติมจนถึงเย็นแน่ๆ ที่สำคัญ ตอนนี้ฮิวงะอยู่คนเดียว คนที่เปิดอกคุยได้จริงๆจังๆก็คือเขา…

“อื้ม งั้นเดี๋ยวหยิบให้นะ จริงสิฮิวงะ..”

“อะไรเรอะ”

“ฉันว่าถ้าหยิบเองคงหยิบผิดน่ะ นายมาขี่คอฉันแล้วช่วยชี้สิว่าต้องหยิบตัวไหนบ้าง เผื่อจะได้เร็วขึ้นไง”

…..ขี่คอคิโยชิ?

เหมือนกับคราวที่แล้วสินะ….

ฮิวงะนึกถึงช่วงเวลาที่ตนไปแอบส่องห้องอาบน้ำหญิง คิโยชิก็ช่างรู้ใจให้ขี่คอจะได้มองเห็นชัดๆ ตอนนี้ก็คงไม่ต่างกัน ถึงจะรู้สึกแปลกๆก็เถอะ…. คราวที่แล้วรู้สึกเหมือนเป็นขุนศึกขี่ม้าบัญชาการรบ แต่คราวนี้ให้ความรู้สึกเหมือนย้อนวัยขี่คอพ่อดูนกดูไม้…

บางทีเขาคงคิดไปเองล่ะมั้ง..

“ช่วยไม่ได้แฮะ…..” กัปตันจิ๋วเว้นช่วงถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ

“งั้นก็… จับดีๆอย่าให้หล่นนะเฟ้ย!! ห้ามปล่อยเด็ดขาด!!”

คิโยชิยิ้มกว้างกับคำขอร้องแกมบังคับของอีกคน

“อื้ม!!”

……

ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่คิโยชิยังขลุกอยู่ในห้องกับฮิวงะ นั่งฟังการบรรยายจนผล็อยหลับไปทั้งคู่ คนพูดก็เหนื่อย คนฟังก็เหนื่อย เวลายังคงเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น ปาฏิหาริย์ของพระเจ้าค่อยๆสลายไปช้าๆ เด็กประถมหนึ่งค่อยๆกลายเป็นเด็กม.ปลายปีสองในสภาพที่สวมเสื้อยืดตัวเดียวและมีผ้าห่มคลุมช่วงล่างไว้เล็กน้อย แต่ที่ยังเหมือนเดิม คือร่างสูง193เซนติเมตรของใครอีกคนที่นอนกลิ้งอยู่ข้างๆกันที่พื้น

“อืม…”

ฮิวงะลืมตาตื่นขึ้นมองสภาพตัวเองงงๆ นี่เขานึกครึ้มอะไรมานอนบนพื้นฟะ แถมข้างๆตัวยังมีฟิคเกอร์กระจายอยู่รอบๆ แล้วนี่เมื่อคืนดิ้นอิท่าไหนจนกางเกงหลุด…

ที่สำคัญก็คือ……

ไหงถึงมีไอ้บ้าคิโยชิมาอยู่ในห้องนอนเขาล่ะว้อย?!!!!

ที่สำคัญกางเกงที่เขาควรจะสวม…. ทำไมอยู่ในมือไอ้หมอนั่นได้ฟะ?!!…

ฮิวงะขยี้ตาก่อนจะรีบลุกขึ้นควานหาแว่นตามาสวม ภาพเบื้องหน้าที่เขาเห็นเลือนๆลางๆนั้นกลายเป็นภาพคมชัดที่กระแทกใจเขาอย่างจัง..

“ไอ้บ้าคิโยชิ!!! นี่แกมาทำอะไรในห้องนอนฉันไม่ทราบฟะ?!!! แล้วเอากางเกงฉันไปทำนัตโตะอะไร?!!”

“อา.. อรุณ.. เอ๋?!! ฮิวงะ?!! ทำไมมาอยู่ที่บ้านฉัน… แล้วทำไมเอาผ้าห่มมานุ่งไว้…”

“นี่บ้านฉันว้อย!!!! ไปตายซะไปไอ้โรคจิต แล้วก็เอากางเกงคืนมานะ!!!”

“เอ๋?!! เดี๋ยวสิ ไม่ใช่อย่างนั้นนะ!!”

เสียงเอะอะโวยวายของสองหนุ่มนักบาสยังคงดังขึ้นต่อเนื่องและมีเสียงตุ้บตั้บและเสียงครวญครางดังแทรกขึ้นมาเป็นระยะๆ ความทรงจำของทั้งคู่หายเกลี้ยง

เรื่องราวปาฏิหาริย์ทั้งหมดรวมทั้งเรื่องกางเกง…มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ล่วงรู้…

………

หง่ากกกกกกกก  จบแบบมึนๆ  ฟฟฟฟฟฟฟ งงกันสินะคะ เราก็งงค่ะแงงง เพราะมาแบบอารมณ์ชั่ววูบมากตอนแรก  แต่พอเว้นช่วงมาเขียนตอนบ่ายมันไม่มีฟีลแต่ก็ไม่อยากค้างค่ะ ตอนแรกว่าจะตบมุกไปเรื่อยๆแต่ไหงออกมาเป็นแบบนี้ไปซะได้ ฟฟฟฟฟฟฟ เวิ่นจนมึนเลยค่ะ  พอดีลงในเด็กดีไม่ได้เลยต้องย้ายมาลงในนี้ชั่วคราว ฟฟฟฟฟ  อ่านให้สนุกนะคะ ไม่สิ อ่านให้เข้าใจนะคะ ฟฟฟฟฟฟ